Mr.MALA
Mr.MALA web-blog เพื่อการเรียนรู้และสันทนาการ
วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553
การเลือกและปรับแต่งรถจักรยานให้เหมาะกับตัว
ตามลิงค์นี้เลยครับ http://www.bikeloves.com/trick/trick02.shtml
คุณเชื่อไหมว่า ไม่มีใครถือ
สายวัดเข้าไปในร้าน ในตอนที่จะ
เลือกซื้อจักรยานคันแรก แล้วเชื่อ
ไหมว่า แทบจะไม่มีใครเลยที่รู้จัก
ว่า ชิ้นส่วนของจักรยานส่วนไหน
เรียกว่าอะไรบ้าง
การเลือกรถจักรยานให้พอดีกับตัวคนขับขี่นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะง่ายนัก เพราะว่าถ้าจะ
ต้องการให้พอดีลงตัวจริงๆก็คงต้องเป็นแบบcustom-made bikeหรือวัดตัวตัดกันเลย เพราะ
เขาจะวัดช่วงขา( inseem lenght ) ,วัดช่วงตัว( torso lenght ) ,วัดช่วงแขน ,วัดความกว้าง
ของไหล่ฯลฯ เพื่อจะทำจักรยานที่มีความยาวของท่อต่างๆตรงกับขนาดของผู้ขับขี่มากที่สุด แต่
จักรยานประเภทนี้ไม่ใช่ว่าจะหากันง่ายๆ ส่วนราคานั้นก็แพงเอาเรื่องเลยทีเดียว ซึ่งถ้าใครเล่น
จักรยานเสือหมอบเมื่อสมัยก่อน ก็คงรู้จักกับร้านจักรยานแถววรจักร ซึ่งรับวัดตัวตัดจักรยานกัน
เป็นอย่างดี ซึ่งสมัยก่อนนั้นจักรยานสำเร็จรูปจากต่างประเทศมีราคาแพงมาก ซ้ำยังหาขนาดที่
พอดีกับตัวไม่ง่ายนัก เพราะเสือหมอบจะseriousกับขนาดของรถเป็นอย่างมากผิดกับเสือภูเขา
ที่ยังมีความยืดหยุ่นกว่า แต่วัสดุที่จะหามาใช้นั้นเป็นเหล็กhigh tensile steel ซึ่งมีน้ำหนัก
ค่อนข้างมาก ภายหลังนั้นได้เสื่อมความนิยมลง เนื่องจากรถสำเร็จรูปจากต่างประเทศมีราคาลด
ลง มีขนาดให้เลือกมากขึ้น รวมไปถึงน้ำหนักที่เบากว่า
คราวนี้เมื่อแบบวัดตัวตัดมีราคาแพง แต่แบบสำเร็จรูปมีราคาถูกลง คนจึงหันมาเล่นแบบ
สำเร็จรูปมากขึ้น ซึ่งจักรยานพวกนี้จะคล้ายกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปเช่นกัน คือทำมาเป็นขนาดแบบ
คร่าวๆ เช่น eXtraSmall , Small , Medium , Large , eXtraLarge ซึ่งแต่ละขนาดก็จะ
เหมาะสมกับคนที่มีความสูงอยู่ในช่วงที่เขากำหนด โดยที่ผู้ผลิตจะวัดสัดส่วนของประชากรใน
แต่ละกลุ่มช่วงความสูงนั้นๆแล้วจึงนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ย เพื่อจะได้จักรยานที่มีขนาดความ
ยาวของท่อต่างๆใกล้เคียงกับสัดส่วนของคนในกลุ่มนั้นๆมากที่สุด ซึ่งในแต่ละยี่ห้อจะแตกต่าง
กันไปตามgeometry ที่เขาออกแบบไว้ และอาจจะแตกต่างกันในเรื่องของขนาดช่วงความสูง
อีกด้วย ซึ่งคล้ายๆกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปนั่นแหละครับ
การกำหนดขนาดของจักรยานโดยการวัดความยาวของท่ออาน (seat tube) จากจุดกึ่ง
กลางของกระโหลก(bottom bracket)ไปยังสุดปลายของท่ออานหรือที่เรียกว่าCenter to top
ได้เป็นที่นิยมกันในหลายๆยี่ห้อ ซึ่งถ้าเป็นจักรยานในสมัยก่อนคงจะกะขนาดได้ไม่ยากนัก
เพราะส่วนปลายของท่ออานจะโผล่พ้นขอบบนของท่อบน(top tube)ออกมาเพียงเล็กน้อย แต่
สำหรับเสือภูเขาในปัจจุบันคงจะบอกยากสักหน่อย เพราะว่าแต่ละยี่ห้อนั้นปลายของท่ออานที่
โผล่พ้นออกมาจากขอบบนของท่อบนมีความสั้นยาวที่แตกต่างกันมาก จึงทำให้ไม่สามารถกะ
เกณฑ์ได้ว่าเฟรมขนาดเดียวกันในต่างยี่ห้อจะมีขนาดใกล้เคียงกันหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในบางยี่ห้อก็ยังมีการวัด
ขนาดของจักรยานที่แตกต่างกันออกไป โดย
จะวัดจากกึ่งกลางกระโหลก ไปยังกึ่งกลางของ
ท่อบนตรงส่วนที่มาเชื่อมติดกับท่ออาน ซึ่งจะ
เรียกกันว่า Center to center แล้วนอกจาก
นี้บางยี่ห้อที่ท่อบนมีขนาดใหญ่ ก็อาจวัดจาก
กึ่งกลางกระโหลก ไปยังขอบบนของท่อบนตรง
ส่วนที่มาเชื่อมติดกับท่ออาน ถ้าเราจะเรียกว่า
Center to top of top tube ก็คงได้ครับ
ดังนั้นจักรยานที่ต่างยี่ห้อกันเราอาจไม่รู้เลยว่าขนาดจะแตกต่างกันอย่างไรถ้าไม่รู้วิธีใน
การวัด เช่น DBR 16"กับTrek 16.5" ถ้าเอามาเทียบกันจะพบว่าDBR 16"มีขนาดใหญ่กว่า
Trek 16.5 "อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เพราะDBR วัดจากCenter to center แต่Trek วัดจาก
Center to top
ไปดูเรื่องขนาดคนก่อนไหม?
คุณคิดว่าคนที่มีส่วนสูงเท่ากันจะมีขนาด
ของร่างกายเท่ากันไหม ก็คงจะบอกว่าไม่เท่ากัน
โดยเฉพาะถ้าเทียบระหว่าง คนไทยกับฝรั่ง แม้
กระทั่งคนไทยกับคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าระหว่าง
เพศเดียวกันหรือระหว่างเพศชายกับเพศหญิง
เขาแบ่งร่างกายออกเป็นส่วนๆยังไงบ้าง
inseem length เป็นความยาวช่วงขาที่วัดจากเป้ากางเกง
ไปยังส้นเท้าในท่ายืนเหยียดเข่าตรง ซึ่งจะมีวิธีวัดได้ง่ายๆ
และแม่นยำพอสมควรโดยไม่ต้องใช้เครื่องวัดตัว
ใช้สมุดหรือหนังสือปกแข็ง ที่มีสันปกหนาประมาณ
1นิ้ว แล้วเอาขาหนีบเอาไว้ ดันให้สันปกประชิดติด
ระหว่างขาให้แน่นที่สุด แล้วเอาขอบของสมุด (ด้าน
ที่ตั้งฉากกับสันปก)ไปชนกับกำแพง ยืนตัวตรงส้น
เท้าชิดพื้น กดสันปกให้ชิดหว่างขา แล้วขีดเส้นบน
กำแพงในแนวเดียวกับสันปก วัดระยะทางระหว่าง
เส้นที่ขีดนี้กับพื้น ก็จะได้เป็นค่า inseem length
( ดังรูปด้านขวามือ )
Torso length เป็นความยาวช่วงลำตัว โดยวัดจากไหล่ลง
ไปหาเป้ากางเกง ในทางปฏิบัตินั้นจะวัดในท่ายืนตรงแขน
สองข้างแนบลำตัว แล้ววัดระยะทางจากเป้ากางเกงขึ้นไปถึง
ขอบบนสุดของกระดูกกลางอก ( รอยบุ๋มระหว่างหัวของกระ
ดูกไหปลาร้า ใต้คอลงมา ) ตำแหน่งนี้จะตรงแนวไหล่พอดี
Head length เป็นความยาวช่วงคอ+ศีรษะ
Arm length เป็นความยาวช่วงแขน โดยวัดจากไหล่ไปยัง
กึ่งกลางฝ่ามือ ในทางปฏิบัติจะวัดในท่ายืนกางแขนตั้งฉาก
กับลำตัว เหยียดแขนตรง มือกำดินสอ วัดระยะจากหัวไหล่
ไปยังดินสอ
ความกว้างของไหล่ จะวัดในท่ายืนตรงแขนสองข้างแนบชิด
ลำตัว แล้ววัดระยะห่างจากขอบนอกของหัวไหล่ทั้งสองข้าง
ซึ่งในทางทฤษฎี เมื่อผู้ชายมีอายุย่างเข้าวัย 25 ปีหรือ ผู้หญิง
มีอายุย่างเข้าวัย 20 ปี ส่วนสูงของร่างกายจะไม่เพิ่มขึ้นอีก จุดกึ่งกลาง
ความสูงของร่างกายควรจะอยู่บริเวณขอบบนของเนินกระดูกหัวเหน่า
( Pubic symphysis,ปลายลูกศรสีดำในรูปด้านขวามือ )แต่นั่นมัน
ก็เป็นเพียงแค่ทฤษฎี เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นความยาวinseemควรจะ
เกือบเท่ากับครึ่งหนึ่งของความสูงรวมของร่างกาย ( ประมาณ46-48%
ของความสูงรวม ) แต่ในคนไทยมักจะไม่เป็นเช่นนั้น เหตุผลสำคัญ
มาจากเรื่องของอาหารการกิน และการออกกำลังกายนี่แหละ ที่มีส่วน
ทำให้คนไทยโดยเฉลี่ยมีสัดส่วนช่วงขาที่ค่อนข้างจะสั้นทั้งผู้หญิงและ
ผู้ชาย (ส่วนผู้หญิงที่เห็นช่วงขายาวๆนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะมีให้เห็นบ่อยๆ
หรอกนะครับ ถ้าจะเห็นก็คงเห็นจากพวกดารานางแบบนี่แหละครับ)
ถ้าเราลองมาดูพวกฝรั่ง ก็จะพบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วฝรั่งจะดื่มนมเป็น
สัดส่วนที่สูงกว่าคนไทย รวมไปถึงมีการเน้น และปลูกฝังให้เด็กมีการ
ออกกำลังกายหรือได้เล่นกีฬาเป็นประจำ กระดูกขาจึงรับแรงกระแทก
จากพื้นดินอยู่เสมอๆ ส่งผลกระตุ้นให้มีการหลั่ง growth hormone
ออกมาในสัดส่วนที่สูงกว่า ทำให้กระดูกท่อนยาว (long bone) เช่น
กระดูกแขน,ขา ถูกกระตุ้นให้เจริญงอกยาวกว่าเด็กไทย จึงไม่ใช่เรื่อง
แปลกอะไรที่จะเห็นคนไทยเรานั่งคุยกับฝรั่งในระดับศีรษะที่เท่ากัน
พอลุกขึ้นยืนคุยกัน ทำไมหัวเราอยู่แค่หูเขาเท่านั้น อะไรทำนองนั้น
แหละครับ ส่วนใครจะว่าเป็นเรื่องของชาติพันธุ์ก็คงไม่ใช่เสียทั้งหมด
เพราะฝรั่งที่มีสัดส่วนขาสั้นหลังยาวก็มีให้เห็นบ่อยไป ถ้าชาติพันธุ์จะ
มามีส่วนเกี่ยวข้องก็คงเป็นเรื่องความสูงรวมๆนี่แหละครับที่พอจะเห็น
กันได้ชัดเจนหน่อย ( ลองมองย้อนหลังไปดูญี่ปุ่นในยุคก่อนและหลัง
สงครามโลกครั้งที่สองเปรียบเทียบกันสิครับ แล้วจะเข้าใจเรื่องอิทธิพล
ของอาหารและการออกกำลังกาย )
ความยาวแขนและความยาวช่วงขาจะมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งคนที่ขายาวก็มักจะมีแขนที่
ยาวด้วย และคนที่มีช่วงขาสั้นก็มักจะมีแขนที่สั้นด้วยเช่นกัน ( เพราะว่าแขนและขา ต่างก็เป็น
long boneซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากgrowth hormoneเช่นกัน ถ้าขาได้รับการกระตุ้นให้งอก
ยาวออก แขนก็จะได้รับเช่นกัน เพียงแต่ว่าสัดส่วนอาจจะแตกต่างกันในแต่ละคน และระหว่าง
เพศชายและหญิง )
inseem length จะมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกขนาดของจักรยาน โดยพิจารณา
จากระยะห่างระหว่างท่อบนกับพื้นดิน (stand over height)ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย
(จะกล่าวถึงในตอนต่อไป)แล้วยังมีผลต่อความยาวของหลักอานที่จะใช้ ส่วนtorso length +
arm length จะเป็นตัวกำหนดการเลือกความยาวของท่อบน + ความยาวของคอ (stem) รวม
ไปถึงมุมก้มมุมเงยของคอ(stem angle)
แล้วจักรยานหละมีอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง
ค่า Stand over height
เป็นระยะห่างระหว่างขอบบนของท่อบน( Top tube ) กับพื้นดิน แล้วในทาง
ปฎิบัติจะวัดตรงบริเวณไหนของท่อบน เพราะในเสือภูเขานั้นส่วนท่อบนจะลาด
เทจากด้านหน้าลงมาหาท่ออาน(Seat tube) ซึ่งสเปคของแต่ละค่ายแทบจะไม่
เหมือนกันเลย รวมไปถึงวิธีในการวัดด้วย โดยส่วนตัวแล้วจะใช้วิธีไปยืนคร่อม
จักรยาน แล้วเอาหลังแตะกับส่วนหน้าสุดของอาน จากนั้นจึงวัดความสูงของท่อ
บนในตำแหน่งที่ตรงเป้ากางเกง ก็จะได้ค่าstand over height ใกล้เคียงความ
จริงที่ใช้งานที่สุด
Stand over height เป็นค่าความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในการใช้จักรยาน ใน
ท่านั่งปั่นจักรยานที่ถูกต้องนั้น ปลายเท้า2ข้างของเราจะไม่สามารถสัมผัสพื้นได้
การลงจากจักรยานโดยวิธีพื้นฐานจะใช้การหยุดรถ แล้วลงจากอานมายืนคร่อม
ท่อบน โดยวิธีการนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเหลือระยะห่างระหว่าง เป้ากางเกง
กับ ขอบบนของท่อบน พอสมควรสำหรับความปลอดภัย (โดยเฉพาะผู้ชาย)
ซึ่งจะได้กล่าวให้ทราบในตอนต่อไป
ค่าStand Over Height ในรถแต่ละคันจะมีความแตกต่างกันโดยมีผลมาจาก
มุมของท่ออาน(Seat tube angle,มุมที่ท่ออานทำกับแนวระนาบ) และ
ความยาวของท่ออานจากกึ่งกลางกระโหลกไปยังขอบบนของท่อบน หรือ
center to top of top tube
ความสูงของกระโหลกจากพื้นดิน ในรถบางยี่ห้ออาจจะมีความสูงของกระ-
โหลกจากพื้นดินค่อนข้างมาก เนื่องจากออกแบบให้ใช้กับภูมิประเทศที่มี
ก้อนหินใหญ่ เพื่อลดโอกาสที่ส่วนของกระโหลก บันได รวมไปถึงใบจาน
จะกระแทกกับก้อนหิน
ระยะยุบตัวของชอคแอบซอบเบอร์หน้า (front shock absorber) ชอค
หน้ารุ่นก่อนๆจะมีระยะยุบตัวที่ประมาณ 2นิ้วครึ่งหรือ 63 มม. ภายหลัง
ได้มีการเพิ่มระยะยุบตัวขึ้นอีกเป็น 3นิ้วเศษหรือ 80 มม. ซึ่งทางRock
shox เรียกมันว่า long travel shock absorber(อย่าสับสนไปแปลว่า
ชอคแอบซอบเบอร์สำหรับการเดินทางระยะไกลนะครับ เป็นคนละความ
หมายกันเลยทีเดียว) ในชอคประเภทหลังนี้จะมีความยาวของขาชอคใน
ระยะพักมากกว่าพวกแรกประมาณกว่าครึ่งนิ้วหรือ17มม.ซึ่งจะทำให้ส่วน
หน้าของจักรยานถูกยกสูงขึ้นด้วย
รูปร่างของท่อบน( Top tube shape ) โดยทั่วไปจักรยานส่วนใหญ่จะ
ใช้ท่อบนมีลักษณะเป็นท่อลาดตรงแต่ในปัจจุบันจักรยานหลายยี่ห้อและ
หลายรุ่นทีเดียวที่ทำท่อบนให้โค้งลงเพื่อชดเชยกับความสูงของกระโหลก
และระยะยุบตัวของชอคหน้าที่เพิ่มขึ้น จึงคล้ายๆกับจะเป็นการเอาใจคน
ที่มีช่วงขาสั้น ไปกลายๆ
ค่า Effective top tube length หรือ Horizontal top tube length
ถ้าเราวัดความยาวของท่อบนตามความยาวจริง( actual length ) เราอาจจะไม่
สามารถบอกได้ว่ารถคันนี้มีช่วงยาวจริงๆสักแค่ไหน และไม่สามารถเทียบระยะ
ห่างระหว่างท่อคอ(head tube)กับอานได้เพราะว่าในจักรยานแต่ละขนาด มุม
ลาดของท่อบนจะแตกต่างกัน ทำให้การวัดความยาวจริงๆไม่ได้ประโยชน์อะไร
เราจึงต้องวัดความยาวของท่อบนตามแนวราบแทน โดยวัดความยาวของเส้นที่
ลากจากจุดกึ่งกลางตรงบริเวณปลายท่อบนเชื่อมกับท่อคอ ตามแนวขนานกับพื้น
ราบไปจนถึงกึ่งกลางของท่ออาน หรือหลักอาน(seat post) ความยาวที่วัดได้นี้
เรียกว่า"effective top tube length"หรือ"horizontal top tube length"ซึ่ง
ในบางยี่ห้ออาจจะวัดแตกต่างกันไป
Effective top tube lengthจะเป็นค่าที่ใช้พิจารณาประกอบการเลือกขนาดรถ
ให้เหมาะสมกับตัวเรา
ความยาวและมุมก้มเงยของคอ ( stem length and stem angle )
โดยปกติแล้วคอ (stem) ที่ติดมากับรถจะมีความยาว และมุมเฉลี่ยสำหรับคนที่
อยู่ในช่วงความสูงเฉลี่ยของรถขนาดนั้นๆและจะเหมาะสมกับลักษณะการใช้รถ
ด้วย เช่น รถเพื่อการออกกำลังกาย หรือ รถเพื่อการแข่งขัน
คอมีค่าความยาวหลากหลายขนาด โดยสากลจะวัดจากจุดศูนย์กลางของด้านที่
จับกับแกนชอค ไปยังจุดศูนย์กลางของด้านที่จับกับแฮนด์ (handle bar) อาจ
จะมีค่าตั้งแต่ 75 - 150 มม. ในแต่ละยี่ห้อจะแบ่งขั้นความยาว ( Increment )
ไม่เท่ากัน
มุมก้มเงยของคอ เป็นมุมที่แนวแกนของคอทำกับเส้นที่ลากตั้งฉากกับแกนชอค
(ดูรูปด้านบนประกอบ)ซึ่งจะมีค่าหลากหลายตามแต่ละยี่ห้อ ในบางยี่ห้อยังอาจ
จะวัดมุมที่แนวแกนของคอทำมุมกับแกนชอคแทน เช่น 90 องศาก็จะเท่ากับ 0
องศา ของแบบแรก ) ถ้าต้องการมุมที่ก้มลง หรือมุมติดลบก็ให้กลับคว่ำคอลง
มุมก้มเงยของคอนั้นเราสามารถเลือกเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับความยาวช่วงตัว
ช่วงแขน และลักษณะลีลา รวมไปถึงนิสัยใจคอในการขับขี่ ของผู้ขับขี่เอง
แฮนด์ ( handle bar )
แฮนด์โดยทั่วไปจะมีความกว้างอยู่ในช่วง 21-24"
แฮนด์มีอยู่ 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
แฮนด์ตรง ซึ่งที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ตรงเหมือนชื่อ เพราะมีมุมเอนไปด้าน
หลังอาจจะตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 12 องศา
แฮนด์ยกหรือที่เรียกว่าแฮนด์ปีกนก (มันคงจะคล้ายจริงๆกระมัง) จะเห็น
ได้ในรถกลุ่มdownhill หรือ freeride ซึ่งเป็นแฮนด์ที่นั่งขี่สบาย
ค่าอื่นๆ
ความยาวของช่วงล้อ(wheel base),ความยาวของตะเกียบโซ่(chain stay),มุมท่ออาน
(seat tube angle), มุมท่อคอ(head tube angle) คงจะขอละเอาไว้ เนื่องจากเราไม่
สามารถไปกำหนดกะเกณฑ์กับมันได้ เพราะว่ามันจะขึ้นกับการออกแบบรถรุ่นนั้นๆว่า
ต้องการจะให้เป็นรถเพื่อใช้ในการแข่งขัน หรือ รถเพื่อออกกำลังกาย หรือ Sport utility
หรือเป็นCity bike ตัวอย่างเช่นรถที่ออกแบบมาสำหรับเป็นรถแข่งจะมีช่วงล้อที่สั้นกว่า
มีมุมท่อคอและมุมท่ออานที่ชันกว่ารถที่ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับออกกำลังกาย เพราะ
รถแข่งย่อมเน้นที่ความคล่องแคล่วและปราดเปรียว ต่างจากรถที่ใช้ในการออกกำลังกาย
ซึ่งเน้นที่การขี่ง่าย และเสถียรภาพของการทรงตัว อันนี้คงจะขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการ
เลือกซื้อรถของเรา
HTA = head tube angle
STA = seat tube angle
CS = chain stay length
แล้วตัวของเราหละปรับแต่งอะไรได้บ้าง
คงจะต้องเรียนให้ทราบตรงๆว่าคงจะปรับแต่งอะไรไม่ได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่หรอกครับ
(ยกเว้นจะมีใครบริจาคให้ทุนไปเกิดใหม่อะไรทำนองนั้นแหละ)เมื่อรู้ว่าปรับแต่งอะไรไม่ได้อีก
แล้วก็คงจะต้องยอมรับสังขารของเราแหละ สิ่งแรกที่อยากจะแนะนำก็คือลองวัดความยาวช่วงขา
ดูก่อนไหมครับว่ามันสั้นหรือยาวได้ส่วนหรือไม่ เพราะว่าอย่างน้อยมันก็มีส่วนช่วยให้ตัดสินใจ
เลือกรถได้ง่ายขึ้นบ้าง
คราวนี้ก็คงถึงเวลาที่จะเสียเงินซื้อรถกันหละสิ คงตัดสินใจกันได้แล้วนะครับว่า จะซื้อรถ
เพื่อเอาไปทำอะไรดี จะเอาไปใช้จ่ายตลาด ออกกำลังกาย หรือ มากไปกว่านั้น อันนี้คงต้องแล้ว
แต่ใจและงบประมาณกันแล้วหละครับ หาร้านที่เชื่อใจได้(พิสูจน์กันเอาเองนะครับ) เลือกรถที่
ถูกใจทั้งยี่ห้อ รุ่น สีสัน อุปกรณ์ที่ติดมากับรถ ของแถม แล้วก็ต้องเลือกให้ได้ขนาดที่พอดีกับตัว
ของเรา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญทีเดียวเลย เพราะว่าอุปกรณ์อื่นๆถ้าไม่พอใจก็พอจะเปลี่ยนกันตรง
นั้นได้เลยหรือไม่ก็อาจจะupgradeกันใหม่ได้ในภายหลัง แต่สำหรับเฟรมแล้วถือว่าเป็นหัวใจ
หลักของจักรยานเลยทีเดียว ถ้าซื้อผิดขนาดก็คงแก้ไขอะไรได้ยาก แต่ก็แปลกที่คนส่วนมากมัก
จะซื้อรถที่มีขนาดใหญ่กว่าสัดส่วนของตัวเอง
บังเอิญคุณไปพบจักรยานที่ถูกใจเข้าแล้วหละ คราวนี้จะรู้ได้ยังไงหละว่ามันได้ขนาดพอ
ดีหรือเปล่า
ขั้นแรกคือให้คุณถอดรองเท้าออกแล้วลองไปยืนคร่อมท่อบนของจักรยานคันนั้น ถ้าคุณ
เป็นคนที่มีสัดส่วนของร่างกาย รวมไปถึงความยาวช่วงขาที่ไม่ได้เบี่ยงเบนต่างไปจากค่า
เฉลี่ยปกติของกลุ่มประชากรที่มีความสูงเท่าๆกับคุณแล้ว ขนาดของจักรยานเสือภูเขาที่
ออกแบบมาให้คุณใช้นั้นควรจะมีระยะห่างวัดจากท่อบนถึงเป้ากางเกงของคุณอยู่ในช่วง
2 - 4 นิ้ว ( inseem length ยาวกว่า stand over height 2 - 4 นิ้ว ) แต่บางครั้งอาจ
จะมีปัญหาสำหรับบางคน เช่น ผมมีส่วนสูง167.5ซม. inseemยาว 79ซม.หรือ 31นิ้ว
นิดๆ แต่ยังสามารถยืนคร่อม Klein attitude'98 size M (ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนที่
สูง 170 - 177 ซม)ได้สบาย โดยยังเหลือระยะห่าง 2 นิ้ว ในขณะที่ถ้ามายืนคร่อมsize
S (ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนที่สูง 162 - 170 ซม)จะเหลือระยะห่างร่วมๆ 4 นิ้ว ผมอาจ
จะเลือกSize M ที่ดูสวยกว่า (รถsize ใหญ่กว่าจะดูสวยกว่ารถsizeเล็ก) คนส่วนใหญ่ก็
มักจะเผลอเลือกรถที่ใหญ่กว่าตัวเองเสมอๆ เพราะนอกจากจะดูสวยแล้ว ก็ยังขี่ได้ง่ายใน
ทางเรียบหรือทางตรง แต่ถ้ามาดูกันลึกๆก็จะพบว่า รถsize M มันใหญ่กว่าผมเล็กน้อย
เพราะว่าในการเอื้อมจับแฮนด์ ผมจะต้องโน้มตัวไปด้านหน้ามากกว่าที่ควร อยู่เล็กน้อย
ตรงกันข้ามกับรถsize S ซึ่งนั่งได้สบายกว่า หลังอาจจะตั้งไปนิดหนึ่งแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา
เพราะเรายังปรับแต่งมันได้อีก
สำหรับคนที่มีinseem length สั้นเกินกว่าที่ควรจะเป็น การเลือกขนาดโดยใช้
วิธียืนคร่อมเพื่อดูระยะห่างเช่นคนทั่วๆไปนั้น ก็อาจจะได้รถที่เล็กเกินไป
และคนที่มีinseem length ยาวเกินกว่าที่ควรจะเป็น การเลือกขนาดโดยใช้วิธี
ยืนคร่อมเพื่อดูระยะห่างเช่นคนทั่วๆไปนั้น ก็อาจจะได้รถที่รถที่ใหญ่เกินไป
ทางออกสำหรับคนกลุ่มนี้ ก็คือจะต้องไปเทียบกับคนที่มีส่วนสูงใกล้เคียงกันว่าเขาขี่
รถขนาดไหนลงตัว แล้วเอามาดัดแปลงให้เข้ากับตัวเอง หรืออาจต้องหาทางออกด้วยการ
วัดตัวตัดจักรยานกัน ( แพงนะ )
รถใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย กับรถเล็กกว่าตัวเล็กน้อยมันต่างกันอย่างไร
หลายๆคนคงอาจจะคล้ายกับผมที่มีปัญหาในการเลือกรถที่มีขนาดคร่อมsize ซึ่ง
พูดง่ายๆว่า ส่วนสูงของร่างกายเราสามารถขี่รถได้ 2ขนาด เช่น คร่อมกลางระหว่างsize
S กับsize M เรามาดูข้อแตกต่างเปรียบเทียบกันดีกว่าครับ
รถที่ใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย
มีข้อดี ได้แก่ ดูสวย ขี่ออกกำลังกายหรือเดินทางในทางเรียบสบาย รถนิ่ง
ไม่ค่อยแกว่งไปมา
ข้อเสียที่สำคัญคือ จะเป็นรถที่ขาดความคล่องตัวโดยเฉพาะการเข้าโค้งที่
ความเร็วสูง หรือ การเลี้ยวในที่คับแคบ เช่น ในทางSingle tract (ทาง
แคบๆที่รถจะผ่านไปได้ทีละคัน) และที่สำคัญก็คือในกรณีที่ต้องการไป
ลุยในทางโหดๆหรือทางที่มีหินก้อนใหญ่ๆ ระยะห่างระหว่างเป้ากางเกง
กับท่อบนอาจจะไม่มากพอ ที่จะให้ความปลอดภัยได้
ในขณะที่รถที่เล็กกว่าตัวเล็กน้อย
ข้อเสียจะมีก็เพียงแค่ดูไม่สวยนัก ท่อบนที่ลาดลงมากๆทำให้ดูไม่ค่อยจะ
ขลัง เวลาปั่นด้วยความเร็ว รถจะไม่ค่อยนิ่ง หรืออาจจะรู้สึกแกว่งๆ
ข้อดีที่สำคัญคือ จะว่องไวในทางโค้ง ทรงตัวหรือเลี้ยงตัวได้ดีในทางแคบ
รวมไปถึงระยะปลอดภัยที่เหลือเฟือสำหรับการลุย
ข้อสรุปคือ คุณควรจะเลือกรถที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่คุณยังขี่ได้อย่างสบาย (ถ้าหาก
คร่อมsize ก็ควรเลือกขนาดเล็กกว่าไว้จะดีกว่าครับ)
ขั้นที่สอง คุณต้องลองมันดูดัวยตัวของคุณเอง เริ่มต้นด้วยการลองปั่นมันไปรอบๆร้าน ดู
ว่าท่านั่งและความรู้สึกในการบังคับควบคุมเป็นอย่างไร ซึ่งสำหรับผู้ที่ไม่เคยลองมาก่อน
อาจจะเป็นเรื่องที่ยากมากสักหน่อย คงต้องอาศัยคนขาย( ซึ่งควรจะไว้ใจได้ ) หรือเพื่อน
ผู้มีประสพการณ์เป็นผู้ช่วยสังเกตให้ว่าท่านั่งเป็นอย่างไร ท่านั่งที่เหมาะสมนั้นแนวหลัง
จะทำมุมกับพื้นราบ 45 ํ ศอกจะหย่อนเล็กน้อยไม่ใช่เหยียดตรงจนสุด ส่วนท่านั่งที่ไม่
เหมาะสมนั้นตัวคุณเองอาจจะไม่รู้สึกอะไรในช่วงแรก (เพราะความรู้สึกอยากจะเสียตังค์
ซื้อมันมาบดบัง) แต่หลังจากที่ปั่นไปได้สักพักหนึ่ง มันจะเริ่มมีอาการปวดเมื่อยเอว,หลัง
ไหล่,คอ ซึ่งนั่นก็มักจะหลังจากที่คุณจ่ายเงินซื้อมันกลับไปปั่นที่บ้านแล้วเท่านั้น
มันอาจจะใจร้ายไปสักนิด ที่จะบอกว่าคุณจะต้องเป็นผู้สรุปเองว่าพอใจกับรถคันนั้น
หรือไม่ เพราะว่าคุณเป็นผู้จ่ายเงิน มิใช่เพื่อนหรือคนขาย ถ้าแน่ใจว่ารถคันนั้นมีขนาด
พอดีกับตัวของคุณเองและเป็นที่ถูกใจจริงๆ ก็ซื้อมัน ส่วนเรื่องท่านั่งที่อาจจะรู้สึกว่ายังไม่
ค่อยจะลงตัวเท่าไรนัก เรายังสามารถปรับแต่งมันได้อีกพอสมควร
[an error occurred while processing this directive]
ติดตามต่อภาคจบ นะครับ
คุณเชื่อไหมว่า ไม่มีใครถือ
สายวัดเข้าไปในร้าน ในตอนที่จะ
เลือกซื้อจักรยานคันแรก แล้วเชื่อ
ไหมว่า แทบจะไม่มีใครเลยที่รู้จัก
ว่า ชิ้นส่วนของจักรยานส่วนไหน
เรียกว่าอะไรบ้าง
การเลือกรถจักรยานให้พอดีกับตัวคนขับขี่นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะง่ายนัก เพราะว่าถ้าจะ
ต้องการให้พอดีลงตัวจริงๆก็คงต้องเป็นแบบcustom-made bikeหรือวัดตัวตัดกันเลย เพราะ
เขาจะวัดช่วงขา( inseem lenght ) ,วัดช่วงตัว( torso lenght ) ,วัดช่วงแขน ,วัดความกว้าง
ของไหล่ฯลฯ เพื่อจะทำจักรยานที่มีความยาวของท่อต่างๆตรงกับขนาดของผู้ขับขี่มากที่สุด แต่
จักรยานประเภทนี้ไม่ใช่ว่าจะหากันง่ายๆ ส่วนราคานั้นก็แพงเอาเรื่องเลยทีเดียว ซึ่งถ้าใครเล่น
จักรยานเสือหมอบเมื่อสมัยก่อน ก็คงรู้จักกับร้านจักรยานแถววรจักร ซึ่งรับวัดตัวตัดจักรยานกัน
เป็นอย่างดี ซึ่งสมัยก่อนนั้นจักรยานสำเร็จรูปจากต่างประเทศมีราคาแพงมาก ซ้ำยังหาขนาดที่
พอดีกับตัวไม่ง่ายนัก เพราะเสือหมอบจะseriousกับขนาดของรถเป็นอย่างมากผิดกับเสือภูเขา
ที่ยังมีความยืดหยุ่นกว่า แต่วัสดุที่จะหามาใช้นั้นเป็นเหล็กhigh tensile steel ซึ่งมีน้ำหนัก
ค่อนข้างมาก ภายหลังนั้นได้เสื่อมความนิยมลง เนื่องจากรถสำเร็จรูปจากต่างประเทศมีราคาลด
ลง มีขนาดให้เลือกมากขึ้น รวมไปถึงน้ำหนักที่เบากว่า
คราวนี้เมื่อแบบวัดตัวตัดมีราคาแพง แต่แบบสำเร็จรูปมีราคาถูกลง คนจึงหันมาเล่นแบบ
สำเร็จรูปมากขึ้น ซึ่งจักรยานพวกนี้จะคล้ายกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปเช่นกัน คือทำมาเป็นขนาดแบบ
คร่าวๆ เช่น eXtraSmall , Small , Medium , Large , eXtraLarge ซึ่งแต่ละขนาดก็จะ
เหมาะสมกับคนที่มีความสูงอยู่ในช่วงที่เขากำหนด โดยที่ผู้ผลิตจะวัดสัดส่วนของประชากรใน
แต่ละกลุ่มช่วงความสูงนั้นๆแล้วจึงนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ย เพื่อจะได้จักรยานที่มีขนาดความ
ยาวของท่อต่างๆใกล้เคียงกับสัดส่วนของคนในกลุ่มนั้นๆมากที่สุด ซึ่งในแต่ละยี่ห้อจะแตกต่าง
กันไปตามgeometry ที่เขาออกแบบไว้ และอาจจะแตกต่างกันในเรื่องของขนาดช่วงความสูง
อีกด้วย ซึ่งคล้ายๆกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปนั่นแหละครับ
การกำหนดขนาดของจักรยานโดยการวัดความยาวของท่ออาน (seat tube) จากจุดกึ่ง
กลางของกระโหลก(bottom bracket)ไปยังสุดปลายของท่ออานหรือที่เรียกว่าCenter to top
ได้เป็นที่นิยมกันในหลายๆยี่ห้อ ซึ่งถ้าเป็นจักรยานในสมัยก่อนคงจะกะขนาดได้ไม่ยากนัก
เพราะส่วนปลายของท่ออานจะโผล่พ้นขอบบนของท่อบน(top tube)ออกมาเพียงเล็กน้อย แต่
สำหรับเสือภูเขาในปัจจุบันคงจะบอกยากสักหน่อย เพราะว่าแต่ละยี่ห้อนั้นปลายของท่ออานที่
โผล่พ้นออกมาจากขอบบนของท่อบนมีความสั้นยาวที่แตกต่างกันมาก จึงทำให้ไม่สามารถกะ
เกณฑ์ได้ว่าเฟรมขนาดเดียวกันในต่างยี่ห้อจะมีขนาดใกล้เคียงกันหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในบางยี่ห้อก็ยังมีการวัด
ขนาดของจักรยานที่แตกต่างกันออกไป โดย
จะวัดจากกึ่งกลางกระโหลก ไปยังกึ่งกลางของ
ท่อบนตรงส่วนที่มาเชื่อมติดกับท่ออาน ซึ่งจะ
เรียกกันว่า Center to center แล้วนอกจาก
นี้บางยี่ห้อที่ท่อบนมีขนาดใหญ่ ก็อาจวัดจาก
กึ่งกลางกระโหลก ไปยังขอบบนของท่อบนตรง
ส่วนที่มาเชื่อมติดกับท่ออาน ถ้าเราจะเรียกว่า
Center to top of top tube ก็คงได้ครับ
ดังนั้นจักรยานที่ต่างยี่ห้อกันเราอาจไม่รู้เลยว่าขนาดจะแตกต่างกันอย่างไรถ้าไม่รู้วิธีใน
การวัด เช่น DBR 16"กับTrek 16.5" ถ้าเอามาเทียบกันจะพบว่าDBR 16"มีขนาดใหญ่กว่า
Trek 16.5 "อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เพราะDBR วัดจากCenter to center แต่Trek วัดจาก
Center to top
ไปดูเรื่องขนาดคนก่อนไหม?
คุณคิดว่าคนที่มีส่วนสูงเท่ากันจะมีขนาด
ของร่างกายเท่ากันไหม ก็คงจะบอกว่าไม่เท่ากัน
โดยเฉพาะถ้าเทียบระหว่าง คนไทยกับฝรั่ง แม้
กระทั่งคนไทยกับคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าระหว่าง
เพศเดียวกันหรือระหว่างเพศชายกับเพศหญิง
เขาแบ่งร่างกายออกเป็นส่วนๆยังไงบ้าง
inseem length เป็นความยาวช่วงขาที่วัดจากเป้ากางเกง
ไปยังส้นเท้าในท่ายืนเหยียดเข่าตรง ซึ่งจะมีวิธีวัดได้ง่ายๆ
และแม่นยำพอสมควรโดยไม่ต้องใช้เครื่องวัดตัว
ใช้สมุดหรือหนังสือปกแข็ง ที่มีสันปกหนาประมาณ
1นิ้ว แล้วเอาขาหนีบเอาไว้ ดันให้สันปกประชิดติด
ระหว่างขาให้แน่นที่สุด แล้วเอาขอบของสมุด (ด้าน
ที่ตั้งฉากกับสันปก)ไปชนกับกำแพง ยืนตัวตรงส้น
เท้าชิดพื้น กดสันปกให้ชิดหว่างขา แล้วขีดเส้นบน
กำแพงในแนวเดียวกับสันปก วัดระยะทางระหว่าง
เส้นที่ขีดนี้กับพื้น ก็จะได้เป็นค่า inseem length
( ดังรูปด้านขวามือ )
Torso length เป็นความยาวช่วงลำตัว โดยวัดจากไหล่ลง
ไปหาเป้ากางเกง ในทางปฏิบัตินั้นจะวัดในท่ายืนตรงแขน
สองข้างแนบลำตัว แล้ววัดระยะทางจากเป้ากางเกงขึ้นไปถึง
ขอบบนสุดของกระดูกกลางอก ( รอยบุ๋มระหว่างหัวของกระ
ดูกไหปลาร้า ใต้คอลงมา ) ตำแหน่งนี้จะตรงแนวไหล่พอดี
Head length เป็นความยาวช่วงคอ+ศีรษะ
Arm length เป็นความยาวช่วงแขน โดยวัดจากไหล่ไปยัง
กึ่งกลางฝ่ามือ ในทางปฏิบัติจะวัดในท่ายืนกางแขนตั้งฉาก
กับลำตัว เหยียดแขนตรง มือกำดินสอ วัดระยะจากหัวไหล่
ไปยังดินสอ
ความกว้างของไหล่ จะวัดในท่ายืนตรงแขนสองข้างแนบชิด
ลำตัว แล้ววัดระยะห่างจากขอบนอกของหัวไหล่ทั้งสองข้าง
ซึ่งในทางทฤษฎี เมื่อผู้ชายมีอายุย่างเข้าวัย 25 ปีหรือ ผู้หญิง
มีอายุย่างเข้าวัย 20 ปี ส่วนสูงของร่างกายจะไม่เพิ่มขึ้นอีก จุดกึ่งกลาง
ความสูงของร่างกายควรจะอยู่บริเวณขอบบนของเนินกระดูกหัวเหน่า
( Pubic symphysis,ปลายลูกศรสีดำในรูปด้านขวามือ )แต่นั่นมัน
ก็เป็นเพียงแค่ทฤษฎี เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นความยาวinseemควรจะ
เกือบเท่ากับครึ่งหนึ่งของความสูงรวมของร่างกาย ( ประมาณ46-48%
ของความสูงรวม ) แต่ในคนไทยมักจะไม่เป็นเช่นนั้น เหตุผลสำคัญ
มาจากเรื่องของอาหารการกิน และการออกกำลังกายนี่แหละ ที่มีส่วน
ทำให้คนไทยโดยเฉลี่ยมีสัดส่วนช่วงขาที่ค่อนข้างจะสั้นทั้งผู้หญิงและ
ผู้ชาย (ส่วนผู้หญิงที่เห็นช่วงขายาวๆนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะมีให้เห็นบ่อยๆ
หรอกนะครับ ถ้าจะเห็นก็คงเห็นจากพวกดารานางแบบนี่แหละครับ)
ถ้าเราลองมาดูพวกฝรั่ง ก็จะพบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วฝรั่งจะดื่มนมเป็น
สัดส่วนที่สูงกว่าคนไทย รวมไปถึงมีการเน้น และปลูกฝังให้เด็กมีการ
ออกกำลังกายหรือได้เล่นกีฬาเป็นประจำ กระดูกขาจึงรับแรงกระแทก
จากพื้นดินอยู่เสมอๆ ส่งผลกระตุ้นให้มีการหลั่ง growth hormone
ออกมาในสัดส่วนที่สูงกว่า ทำให้กระดูกท่อนยาว (long bone) เช่น
กระดูกแขน,ขา ถูกกระตุ้นให้เจริญงอกยาวกว่าเด็กไทย จึงไม่ใช่เรื่อง
แปลกอะไรที่จะเห็นคนไทยเรานั่งคุยกับฝรั่งในระดับศีรษะที่เท่ากัน
พอลุกขึ้นยืนคุยกัน ทำไมหัวเราอยู่แค่หูเขาเท่านั้น อะไรทำนองนั้น
แหละครับ ส่วนใครจะว่าเป็นเรื่องของชาติพันธุ์ก็คงไม่ใช่เสียทั้งหมด
เพราะฝรั่งที่มีสัดส่วนขาสั้นหลังยาวก็มีให้เห็นบ่อยไป ถ้าชาติพันธุ์จะ
มามีส่วนเกี่ยวข้องก็คงเป็นเรื่องความสูงรวมๆนี่แหละครับที่พอจะเห็น
กันได้ชัดเจนหน่อย ( ลองมองย้อนหลังไปดูญี่ปุ่นในยุคก่อนและหลัง
สงครามโลกครั้งที่สองเปรียบเทียบกันสิครับ แล้วจะเข้าใจเรื่องอิทธิพล
ของอาหารและการออกกำลังกาย )
ความยาวแขนและความยาวช่วงขาจะมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งคนที่ขายาวก็มักจะมีแขนที่
ยาวด้วย และคนที่มีช่วงขาสั้นก็มักจะมีแขนที่สั้นด้วยเช่นกัน ( เพราะว่าแขนและขา ต่างก็เป็น
long boneซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากgrowth hormoneเช่นกัน ถ้าขาได้รับการกระตุ้นให้งอก
ยาวออก แขนก็จะได้รับเช่นกัน เพียงแต่ว่าสัดส่วนอาจจะแตกต่างกันในแต่ละคน และระหว่าง
เพศชายและหญิง )
inseem length จะมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกขนาดของจักรยาน โดยพิจารณา
จากระยะห่างระหว่างท่อบนกับพื้นดิน (stand over height)ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย
(จะกล่าวถึงในตอนต่อไป)แล้วยังมีผลต่อความยาวของหลักอานที่จะใช้ ส่วนtorso length +
arm length จะเป็นตัวกำหนดการเลือกความยาวของท่อบน + ความยาวของคอ (stem) รวม
ไปถึงมุมก้มมุมเงยของคอ(stem angle)
แล้วจักรยานหละมีอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง
ค่า Stand over height
เป็นระยะห่างระหว่างขอบบนของท่อบน( Top tube ) กับพื้นดิน แล้วในทาง
ปฎิบัติจะวัดตรงบริเวณไหนของท่อบน เพราะในเสือภูเขานั้นส่วนท่อบนจะลาด
เทจากด้านหน้าลงมาหาท่ออาน(Seat tube) ซึ่งสเปคของแต่ละค่ายแทบจะไม่
เหมือนกันเลย รวมไปถึงวิธีในการวัดด้วย โดยส่วนตัวแล้วจะใช้วิธีไปยืนคร่อม
จักรยาน แล้วเอาหลังแตะกับส่วนหน้าสุดของอาน จากนั้นจึงวัดความสูงของท่อ
บนในตำแหน่งที่ตรงเป้ากางเกง ก็จะได้ค่าstand over height ใกล้เคียงความ
จริงที่ใช้งานที่สุด
Stand over height เป็นค่าความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในการใช้จักรยาน ใน
ท่านั่งปั่นจักรยานที่ถูกต้องนั้น ปลายเท้า2ข้างของเราจะไม่สามารถสัมผัสพื้นได้
การลงจากจักรยานโดยวิธีพื้นฐานจะใช้การหยุดรถ แล้วลงจากอานมายืนคร่อม
ท่อบน โดยวิธีการนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเหลือระยะห่างระหว่าง เป้ากางเกง
กับ ขอบบนของท่อบน พอสมควรสำหรับความปลอดภัย (โดยเฉพาะผู้ชาย)
ซึ่งจะได้กล่าวให้ทราบในตอนต่อไป
ค่าStand Over Height ในรถแต่ละคันจะมีความแตกต่างกันโดยมีผลมาจาก
มุมของท่ออาน(Seat tube angle,มุมที่ท่ออานทำกับแนวระนาบ) และ
ความยาวของท่ออานจากกึ่งกลางกระโหลกไปยังขอบบนของท่อบน หรือ
center to top of top tube
ความสูงของกระโหลกจากพื้นดิน ในรถบางยี่ห้ออาจจะมีความสูงของกระ-
โหลกจากพื้นดินค่อนข้างมาก เนื่องจากออกแบบให้ใช้กับภูมิประเทศที่มี
ก้อนหินใหญ่ เพื่อลดโอกาสที่ส่วนของกระโหลก บันได รวมไปถึงใบจาน
จะกระแทกกับก้อนหิน
ระยะยุบตัวของชอคแอบซอบเบอร์หน้า (front shock absorber) ชอค
หน้ารุ่นก่อนๆจะมีระยะยุบตัวที่ประมาณ 2นิ้วครึ่งหรือ 63 มม. ภายหลัง
ได้มีการเพิ่มระยะยุบตัวขึ้นอีกเป็น 3นิ้วเศษหรือ 80 มม. ซึ่งทางRock
shox เรียกมันว่า long travel shock absorber(อย่าสับสนไปแปลว่า
ชอคแอบซอบเบอร์สำหรับการเดินทางระยะไกลนะครับ เป็นคนละความ
หมายกันเลยทีเดียว) ในชอคประเภทหลังนี้จะมีความยาวของขาชอคใน
ระยะพักมากกว่าพวกแรกประมาณกว่าครึ่งนิ้วหรือ17มม.ซึ่งจะทำให้ส่วน
หน้าของจักรยานถูกยกสูงขึ้นด้วย
รูปร่างของท่อบน( Top tube shape ) โดยทั่วไปจักรยานส่วนใหญ่จะ
ใช้ท่อบนมีลักษณะเป็นท่อลาดตรงแต่ในปัจจุบันจักรยานหลายยี่ห้อและ
หลายรุ่นทีเดียวที่ทำท่อบนให้โค้งลงเพื่อชดเชยกับความสูงของกระโหลก
และระยะยุบตัวของชอคหน้าที่เพิ่มขึ้น จึงคล้ายๆกับจะเป็นการเอาใจคน
ที่มีช่วงขาสั้น ไปกลายๆ
ค่า Effective top tube length หรือ Horizontal top tube length
ถ้าเราวัดความยาวของท่อบนตามความยาวจริง( actual length ) เราอาจจะไม่
สามารถบอกได้ว่ารถคันนี้มีช่วงยาวจริงๆสักแค่ไหน และไม่สามารถเทียบระยะ
ห่างระหว่างท่อคอ(head tube)กับอานได้เพราะว่าในจักรยานแต่ละขนาด มุม
ลาดของท่อบนจะแตกต่างกัน ทำให้การวัดความยาวจริงๆไม่ได้ประโยชน์อะไร
เราจึงต้องวัดความยาวของท่อบนตามแนวราบแทน โดยวัดความยาวของเส้นที่
ลากจากจุดกึ่งกลางตรงบริเวณปลายท่อบนเชื่อมกับท่อคอ ตามแนวขนานกับพื้น
ราบไปจนถึงกึ่งกลางของท่ออาน หรือหลักอาน(seat post) ความยาวที่วัดได้นี้
เรียกว่า"effective top tube length"หรือ"horizontal top tube length"ซึ่ง
ในบางยี่ห้ออาจจะวัดแตกต่างกันไป
Effective top tube lengthจะเป็นค่าที่ใช้พิจารณาประกอบการเลือกขนาดรถ
ให้เหมาะสมกับตัวเรา
ความยาวและมุมก้มเงยของคอ ( stem length and stem angle )
โดยปกติแล้วคอ (stem) ที่ติดมากับรถจะมีความยาว และมุมเฉลี่ยสำหรับคนที่
อยู่ในช่วงความสูงเฉลี่ยของรถขนาดนั้นๆและจะเหมาะสมกับลักษณะการใช้รถ
ด้วย เช่น รถเพื่อการออกกำลังกาย หรือ รถเพื่อการแข่งขัน
คอมีค่าความยาวหลากหลายขนาด โดยสากลจะวัดจากจุดศูนย์กลางของด้านที่
จับกับแกนชอค ไปยังจุดศูนย์กลางของด้านที่จับกับแฮนด์ (handle bar) อาจ
จะมีค่าตั้งแต่ 75 - 150 มม. ในแต่ละยี่ห้อจะแบ่งขั้นความยาว ( Increment )
ไม่เท่ากัน
มุมก้มเงยของคอ เป็นมุมที่แนวแกนของคอทำกับเส้นที่ลากตั้งฉากกับแกนชอค
(ดูรูปด้านบนประกอบ)ซึ่งจะมีค่าหลากหลายตามแต่ละยี่ห้อ ในบางยี่ห้อยังอาจ
จะวัดมุมที่แนวแกนของคอทำมุมกับแกนชอคแทน เช่น 90 องศาก็จะเท่ากับ 0
องศา ของแบบแรก ) ถ้าต้องการมุมที่ก้มลง หรือมุมติดลบก็ให้กลับคว่ำคอลง
มุมก้มเงยของคอนั้นเราสามารถเลือกเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับความยาวช่วงตัว
ช่วงแขน และลักษณะลีลา รวมไปถึงนิสัยใจคอในการขับขี่ ของผู้ขับขี่เอง
แฮนด์ ( handle bar )
แฮนด์โดยทั่วไปจะมีความกว้างอยู่ในช่วง 21-24"
แฮนด์มีอยู่ 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
แฮนด์ตรง ซึ่งที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ตรงเหมือนชื่อ เพราะมีมุมเอนไปด้าน
หลังอาจจะตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 12 องศา
แฮนด์ยกหรือที่เรียกว่าแฮนด์ปีกนก (มันคงจะคล้ายจริงๆกระมัง) จะเห็น
ได้ในรถกลุ่มdownhill หรือ freeride ซึ่งเป็นแฮนด์ที่นั่งขี่สบาย
ค่าอื่นๆ
ความยาวของช่วงล้อ(wheel base),ความยาวของตะเกียบโซ่(chain stay),มุมท่ออาน
(seat tube angle), มุมท่อคอ(head tube angle) คงจะขอละเอาไว้ เนื่องจากเราไม่
สามารถไปกำหนดกะเกณฑ์กับมันได้ เพราะว่ามันจะขึ้นกับการออกแบบรถรุ่นนั้นๆว่า
ต้องการจะให้เป็นรถเพื่อใช้ในการแข่งขัน หรือ รถเพื่อออกกำลังกาย หรือ Sport utility
หรือเป็นCity bike ตัวอย่างเช่นรถที่ออกแบบมาสำหรับเป็นรถแข่งจะมีช่วงล้อที่สั้นกว่า
มีมุมท่อคอและมุมท่ออานที่ชันกว่ารถที่ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับออกกำลังกาย เพราะ
รถแข่งย่อมเน้นที่ความคล่องแคล่วและปราดเปรียว ต่างจากรถที่ใช้ในการออกกำลังกาย
ซึ่งเน้นที่การขี่ง่าย และเสถียรภาพของการทรงตัว อันนี้คงจะขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการ
เลือกซื้อรถของเรา
HTA = head tube angle
STA = seat tube angle
CS = chain stay length
แล้วตัวของเราหละปรับแต่งอะไรได้บ้าง
คงจะต้องเรียนให้ทราบตรงๆว่าคงจะปรับแต่งอะไรไม่ได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่หรอกครับ
(ยกเว้นจะมีใครบริจาคให้ทุนไปเกิดใหม่อะไรทำนองนั้นแหละ)เมื่อรู้ว่าปรับแต่งอะไรไม่ได้อีก
แล้วก็คงจะต้องยอมรับสังขารของเราแหละ สิ่งแรกที่อยากจะแนะนำก็คือลองวัดความยาวช่วงขา
ดูก่อนไหมครับว่ามันสั้นหรือยาวได้ส่วนหรือไม่ เพราะว่าอย่างน้อยมันก็มีส่วนช่วยให้ตัดสินใจ
เลือกรถได้ง่ายขึ้นบ้าง
คราวนี้ก็คงถึงเวลาที่จะเสียเงินซื้อรถกันหละสิ คงตัดสินใจกันได้แล้วนะครับว่า จะซื้อรถ
เพื่อเอาไปทำอะไรดี จะเอาไปใช้จ่ายตลาด ออกกำลังกาย หรือ มากไปกว่านั้น อันนี้คงต้องแล้ว
แต่ใจและงบประมาณกันแล้วหละครับ หาร้านที่เชื่อใจได้(พิสูจน์กันเอาเองนะครับ) เลือกรถที่
ถูกใจทั้งยี่ห้อ รุ่น สีสัน อุปกรณ์ที่ติดมากับรถ ของแถม แล้วก็ต้องเลือกให้ได้ขนาดที่พอดีกับตัว
ของเรา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญทีเดียวเลย เพราะว่าอุปกรณ์อื่นๆถ้าไม่พอใจก็พอจะเปลี่ยนกันตรง
นั้นได้เลยหรือไม่ก็อาจจะupgradeกันใหม่ได้ในภายหลัง แต่สำหรับเฟรมแล้วถือว่าเป็นหัวใจ
หลักของจักรยานเลยทีเดียว ถ้าซื้อผิดขนาดก็คงแก้ไขอะไรได้ยาก แต่ก็แปลกที่คนส่วนมากมัก
จะซื้อรถที่มีขนาดใหญ่กว่าสัดส่วนของตัวเอง
บังเอิญคุณไปพบจักรยานที่ถูกใจเข้าแล้วหละ คราวนี้จะรู้ได้ยังไงหละว่ามันได้ขนาดพอ
ดีหรือเปล่า
ขั้นแรกคือให้คุณถอดรองเท้าออกแล้วลองไปยืนคร่อมท่อบนของจักรยานคันนั้น ถ้าคุณ
เป็นคนที่มีสัดส่วนของร่างกาย รวมไปถึงความยาวช่วงขาที่ไม่ได้เบี่ยงเบนต่างไปจากค่า
เฉลี่ยปกติของกลุ่มประชากรที่มีความสูงเท่าๆกับคุณแล้ว ขนาดของจักรยานเสือภูเขาที่
ออกแบบมาให้คุณใช้นั้นควรจะมีระยะห่างวัดจากท่อบนถึงเป้ากางเกงของคุณอยู่ในช่วง
2 - 4 นิ้ว ( inseem length ยาวกว่า stand over height 2 - 4 นิ้ว ) แต่บางครั้งอาจ
จะมีปัญหาสำหรับบางคน เช่น ผมมีส่วนสูง167.5ซม. inseemยาว 79ซม.หรือ 31นิ้ว
นิดๆ แต่ยังสามารถยืนคร่อม Klein attitude'98 size M (ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนที่
สูง 170 - 177 ซม)ได้สบาย โดยยังเหลือระยะห่าง 2 นิ้ว ในขณะที่ถ้ามายืนคร่อมsize
S (ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนที่สูง 162 - 170 ซม)จะเหลือระยะห่างร่วมๆ 4 นิ้ว ผมอาจ
จะเลือกSize M ที่ดูสวยกว่า (รถsize ใหญ่กว่าจะดูสวยกว่ารถsizeเล็ก) คนส่วนใหญ่ก็
มักจะเผลอเลือกรถที่ใหญ่กว่าตัวเองเสมอๆ เพราะนอกจากจะดูสวยแล้ว ก็ยังขี่ได้ง่ายใน
ทางเรียบหรือทางตรง แต่ถ้ามาดูกันลึกๆก็จะพบว่า รถsize M มันใหญ่กว่าผมเล็กน้อย
เพราะว่าในการเอื้อมจับแฮนด์ ผมจะต้องโน้มตัวไปด้านหน้ามากกว่าที่ควร อยู่เล็กน้อย
ตรงกันข้ามกับรถsize S ซึ่งนั่งได้สบายกว่า หลังอาจจะตั้งไปนิดหนึ่งแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา
เพราะเรายังปรับแต่งมันได้อีก
สำหรับคนที่มีinseem length สั้นเกินกว่าที่ควรจะเป็น การเลือกขนาดโดยใช้
วิธียืนคร่อมเพื่อดูระยะห่างเช่นคนทั่วๆไปนั้น ก็อาจจะได้รถที่เล็กเกินไป
และคนที่มีinseem length ยาวเกินกว่าที่ควรจะเป็น การเลือกขนาดโดยใช้วิธี
ยืนคร่อมเพื่อดูระยะห่างเช่นคนทั่วๆไปนั้น ก็อาจจะได้รถที่รถที่ใหญ่เกินไป
ทางออกสำหรับคนกลุ่มนี้ ก็คือจะต้องไปเทียบกับคนที่มีส่วนสูงใกล้เคียงกันว่าเขาขี่
รถขนาดไหนลงตัว แล้วเอามาดัดแปลงให้เข้ากับตัวเอง หรืออาจต้องหาทางออกด้วยการ
วัดตัวตัดจักรยานกัน ( แพงนะ )
รถใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย กับรถเล็กกว่าตัวเล็กน้อยมันต่างกันอย่างไร
หลายๆคนคงอาจจะคล้ายกับผมที่มีปัญหาในการเลือกรถที่มีขนาดคร่อมsize ซึ่ง
พูดง่ายๆว่า ส่วนสูงของร่างกายเราสามารถขี่รถได้ 2ขนาด เช่น คร่อมกลางระหว่างsize
S กับsize M เรามาดูข้อแตกต่างเปรียบเทียบกันดีกว่าครับ
รถที่ใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย
มีข้อดี ได้แก่ ดูสวย ขี่ออกกำลังกายหรือเดินทางในทางเรียบสบาย รถนิ่ง
ไม่ค่อยแกว่งไปมา
ข้อเสียที่สำคัญคือ จะเป็นรถที่ขาดความคล่องตัวโดยเฉพาะการเข้าโค้งที่
ความเร็วสูง หรือ การเลี้ยวในที่คับแคบ เช่น ในทางSingle tract (ทาง
แคบๆที่รถจะผ่านไปได้ทีละคัน) และที่สำคัญก็คือในกรณีที่ต้องการไป
ลุยในทางโหดๆหรือทางที่มีหินก้อนใหญ่ๆ ระยะห่างระหว่างเป้ากางเกง
กับท่อบนอาจจะไม่มากพอ ที่จะให้ความปลอดภัยได้
ในขณะที่รถที่เล็กกว่าตัวเล็กน้อย
ข้อเสียจะมีก็เพียงแค่ดูไม่สวยนัก ท่อบนที่ลาดลงมากๆทำให้ดูไม่ค่อยจะ
ขลัง เวลาปั่นด้วยความเร็ว รถจะไม่ค่อยนิ่ง หรืออาจจะรู้สึกแกว่งๆ
ข้อดีที่สำคัญคือ จะว่องไวในทางโค้ง ทรงตัวหรือเลี้ยงตัวได้ดีในทางแคบ
รวมไปถึงระยะปลอดภัยที่เหลือเฟือสำหรับการลุย
ข้อสรุปคือ คุณควรจะเลือกรถที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่คุณยังขี่ได้อย่างสบาย (ถ้าหาก
คร่อมsize ก็ควรเลือกขนาดเล็กกว่าไว้จะดีกว่าครับ)
ขั้นที่สอง คุณต้องลองมันดูดัวยตัวของคุณเอง เริ่มต้นด้วยการลองปั่นมันไปรอบๆร้าน ดู
ว่าท่านั่งและความรู้สึกในการบังคับควบคุมเป็นอย่างไร ซึ่งสำหรับผู้ที่ไม่เคยลองมาก่อน
อาจจะเป็นเรื่องที่ยากมากสักหน่อย คงต้องอาศัยคนขาย( ซึ่งควรจะไว้ใจได้ ) หรือเพื่อน
ผู้มีประสพการณ์เป็นผู้ช่วยสังเกตให้ว่าท่านั่งเป็นอย่างไร ท่านั่งที่เหมาะสมนั้นแนวหลัง
จะทำมุมกับพื้นราบ 45 ํ ศอกจะหย่อนเล็กน้อยไม่ใช่เหยียดตรงจนสุด ส่วนท่านั่งที่ไม่
เหมาะสมนั้นตัวคุณเองอาจจะไม่รู้สึกอะไรในช่วงแรก (เพราะความรู้สึกอยากจะเสียตังค์
ซื้อมันมาบดบัง) แต่หลังจากที่ปั่นไปได้สักพักหนึ่ง มันจะเริ่มมีอาการปวดเมื่อยเอว,หลัง
ไหล่,คอ ซึ่งนั่นก็มักจะหลังจากที่คุณจ่ายเงินซื้อมันกลับไปปั่นที่บ้านแล้วเท่านั้น
มันอาจจะใจร้ายไปสักนิด ที่จะบอกว่าคุณจะต้องเป็นผู้สรุปเองว่าพอใจกับรถคันนั้น
หรือไม่ เพราะว่าคุณเป็นผู้จ่ายเงิน มิใช่เพื่อนหรือคนขาย ถ้าแน่ใจว่ารถคันนั้นมีขนาด
พอดีกับตัวของคุณเองและเป็นที่ถูกใจจริงๆ ก็ซื้อมัน ส่วนเรื่องท่านั่งที่อาจจะรู้สึกว่ายังไม่
ค่อยจะลงตัวเท่าไรนัก เรายังสามารถปรับแต่งมันได้อีกพอสมควร
[an error occurred while processing this directive]
ติดตามต่อภาคจบ นะครับ
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
เทคนิคสำหรับเสือ(หมอบ)มือใหม่....เสือภูเขาก็ดูได้
ตามลิงค์นี้เลยครับ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=64&t=132640
35 แบรนด์จักรยานยอดนิยม
ตามลิงค์นี้เลยครับ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=saboten&date=30-01-2009&group=9&gblog=1
เรื่องของ “ยี่ห้อ” จะสำคัญหรือไม่ แต่ละคนก็คงมีมุมมองแตกต่างกันไป แต่เชื่อว่ามือใหม่ทุกคนคงจะเคยมีเวลาที่รู้สึกสงสัย ไอ้ชื่ออ่านไม่ออกทั้งหลายพวกนี้มันเป็นยังไงของมันกัน(วะ) จะซื้อกล้องหรือรถยนต์ ยี่ห้อดังๆก็ยังพอนับนิ้วมือได้ แต่ยี่ห้อจักรยานขอยืมมือชาวบ้านแล้วยังนับไม่ไหว อะไรมันจะเยอะปานนั้น แล้วตกลงยี่ห้อไหนมันดี มันดัง มันแหล่มยังไง ชาตินี้จะได้รู้รึเปล่า
พอดีไปเจอข้อมูลจากเว็บญี่ปุ่น ว่าด้วย “35 แบรนด์ยอดนิยมปี 08” ซึ่งทำขึ้นมาเพื่อให้มือใหม่ได้ศึกษาเป็นเบื้องต้น สำหรับการค้นหารถคันแรกของตัวเอง ก็เลยแอบเอามาฝากกันค่ะ ข้อมูลแปลโดยมือใหม่ ไม่สันทัดศัพท์จักรยาน มีอะไรผิดพลาดพลั้งไปรบกวนชี้แนะ และหวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับเพื่อนๆมือใหม่ด้วยกันนะคะ
ลำดับเรียงตามตัวอักษร ไม่เกี่ยวข้องกับอันดับความนิยมแต่อย่างใด ข้อมูลไม่เจาะลึก ว่ากันแค่พอรู้จักว่าไผเป็นไผ
1.ANCHOR
http://www.anchor-bikes.com
แบรนด์จักรยานแข่งของบริดจ์สโตนไซเคิล ผู้ผลิตจักรยานใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งในปี 90 ได้ผลิตเฟรม Neo-Cot ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้รูปร่างที่เหมาะสมที่สุดขึ้นมาเป็นครั้งแรก มีทีมแข่งเป็นของตัวเองจึงสามารถวิเคราะห์การใช้งานจริงได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จในการผลิตอุปกรณ์ชั้นเยี่ยมต่างๆ จักรยานที่ผลิตออกมาในปี 08 มีทั้ง Track Racer ที่ทีมชาติญี่ปุ่นใช้อยู่ จักรยานถนน Cross Country MTB และสปอร์ตโมเดลที่เหมาะสมกับการออกกำลังกาย รวมทั้งอะไหล่อื่นๆอีกมากมาย
2.BIANCHI
http://www.bianchi.com
ชื่อของแบรนด์เป็นภาษาอิตาลีแปลว่าท้องฟ้า มีกำเนิดมาจากร้านจักรยานซึ่ง Edoardo Bianchi เปิดขึ้นในมิลานเมื่อปี 1885 จนมามีทีมแข่งจักรยานถนนเป็นของตัวเองในปี 1940 Fausto Coppi ฮีโร่นักปั่นชาวอิตาลีเป็นผู้นำรถแบรนด์นี้ลงแข่งได้รับชัยชนะในการแข่งสำคัญๆมากมายจนทำให้แบรนด์โด่งดัง ปัจจุบัน BIANCHI เป็นผู้ผลิตจักรยานที่มีสินค้าหลากหลาย รถซิตี้ไบค์ของแบรนด์นี้มีดีไซน์ที่ทันสมัยและได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่น รวมถึงชุดจักรยานและ Accessories ต่างๆที่ทำออกมาในสีฟ้าซึ่งเป็นสีประจำแบรนด์
3.BLUE
http://www.rideblue.com
แบรนด์นี้มีฐานการผลิตอยู่ที่แอตแลนตาในอเมริกา เป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถแข่งตรงตามชื่อเต็มๆของบริษัทที่ชื่อ BLUE COMPETITION CYCLES ใช้อยู่ในการแข่งระดับโลกมากมาย ผลิตรถจักรยานแข่งโดยใช้เทคโนโลยีการขึ้นรูปคาร์บอนแบบเดียวกับรถ F1 สินค้าหลักคือจักรยานถนน มีทั้งแบบ Time Trial และ Cyclo-cross
4.BMC
http://www.bmc-racing.com
จักรยานแบรนด์สวิส ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1994 เป็นผู้พัฒนา Damping System สำหรับ MTB ที่แปลกใหม่และมีประสิทธิภาพ จนมีชื่อเสียงโด่งดังในสวิสในฐานะผู้นำการผลิตจักรยานแบบไฮบริด เริ่มก้าวไปมีชื่อเสียงในต่างประเทศเมื่อปี 01 หลังจากเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับ PHONAK ทีมจักรยานถนน ในการแข่งตูร์ เดอ ฟรองซ์ปี 06 และ 07 จักรยานแบรนด์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากในเรื่องโครงสร้างส่วนบนของ Seat Tube ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โมเดลปี 08 ซึ่งมีทั้งจักรยานถนน MTB และ Cyclo-cross ล้วนแต่ใช้ Tube คาร์บอนนาโนแบบใหม่ล่าสุดซึ่งพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
5.CANNONDALE
http://www.cannondale.com
แบรนด์จากอเมริกาที่มีกำเนิดมาจากสถานีรถไฟแห่งหนึ่งในรัฐคอนเนคติกัตเมื่อปี 1971 ความโดดเด่นอยู่ที่ Tube อลูมิเนียมขนาดใหญ่ทำให้ก้าวขึ้นสู่ความนิยมอย่างรวดเร็ว และเมื่อเสริม Function แบบจักรยานแข่งเข้าไปอีก ก็ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่นักแข่งดังๆทั้ง MTB และจักรยานถนน ปัจจุบันผลิตจักรยานออกมามากมายหลายรูปแบบ ทั้ง MTB จักรยานถนน โมเดลเฉพาะสุภาพสตรี
รถCity Use นอกจากนี้ชุดจักรยานซึ่งมีทั้งแบบชุดแข่งและชุดใส่ลำลองก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน
6.CERVELO
http://www.cervelo.com/
เปิดตัวในวงการแข่งเมื่อปี 1995 ด้วยรถ Time Trial ชื่อของแบรนด์มาจากคำว่า Cervello เป็นภาษาอิตาลีแปลว่า “สมอง” รวมกับคำว่า Velo ซึ่งแปลว่า "จักรยาน" ในภาษาฝรั่งเศส จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้มาจากการผลิตรถตามออเดอร์ให้นักจักรยานTime Trial ชั้นนำ เมื่อมาผลิตจักรยานออกขาย รถโมเดล Time Trial ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักไตรกีฬา หลังจากนั้นจึงมีการผลิตจักรยานสำหรับการแข่งจักรยานถนนตามปกติออกมา ลักษณะเด่นของแบรนด์คือฟอร์มของจักรยานที่ดูเพรียวลมราวลูกธนู มีบทบาทโดดเด่นอยู่ในตรู เดอ ฟรองซ์
7.COLNAGO
http://www.colnago.com
ก่อตั้งขึ้นที่เมือง Cambiago ชานเมืองมิลานโดย Ernesto Colnago ชาวอิตาลีเมื่อปี 1953 Ernesto เป็นช่างเทคนิคที่เคยทำงานให้ Eddy Merckx และได้ใช้ความกว้างขวางในวงการเป็นฐานในก้าวเข้าสู่วงการแข่งจักรยานถนน ผลงานของเขาเป็นที่ชื่นชอบของนักปั่นชั้นนำมากมาย อาทิ Giuseppe Saronni นักปั่นชาวอิตาลี และนักปั่นในทีม Mapei เฟรมของค่ายนี้มักจะใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าค่ายอื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Straight Fork หรือเฟรมคาร์บอน โมเดลหลักๆในปี 08 เป็นคาร์บอนโมเดลที่จัดเป็นโมเดลรถแข่งชั้นยอดของโลก
8.CORRATEC
http://www.corratec.com
ผู้ผลิตจักรยานจากเยอรมัน ถือกำเนิดขึ้นที่เชิงเทือกเขาแอลป์สทางตอนใต้ของเยอรมันในปี 1982
จักรยานของค่ายนี้ผลิตขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้ดีที่สุดในสภาพภูมิประเทศแบบหุบเขา จึงได้มีการค้นคว้าเพื่อให้จักรยานมีน้ำหนักเบาและอัตราทดดีที่สุด จนเกิดเป็นเทคโนโลยีเฉพาะตัว ต่อมาได้เริ่มผลิตรถจักรยานแข่งอย่างจริงจัง โดยได้รับความร่วมมือจาก Sannino ผู้ผลิตเฟรมชื่อดังของอิตาลี โมเดลปี 08 ล้วนแล้วแต่เป็นโมเดลที่ผลิตขึ้นจากวัสดุชั้นสุดยอด
9.DE ROSA
http://www.derosanews.com
แบรนด์จักรยานถนนซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย Ugo De Rosa ปรมาจารย์แห่งวงการจักรยานอิตาลีที่เมือง Cusano ชานเมืองมิลาน มีหัวใจสีแดงเป็นสัญลักษณ์ เฟรมที่ Ugo ผลิตได้รับความนิยมในหมู่นักแข่งชั้นนำ เช่น Eddy Merckx เป็นอย่างมาก การผลิตจักรยานของค่ายนี้ทำเองในโรงงานของครอบครัวที่มีลูกๆและตัว Ugo เป็นกำลังสำคัญ จึงได้ชื่อว่าเป็นเสมือนงานฝีมือของผู้เชี่ยวชาญ
10. EDDY MERCKX
http://www.eddymerckx.be
EDDY MERCKX ยอดนักปั่นชาวเบลเยียมแชมป์ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 5 สมัยและแชมป์ในการแข่งสำคัญๆอื่นๆอีกมากมาย เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นหลังออกจากวงการ สมัยเป็นนักแข่ง EDDY MERCKX เข้มงวดอย่างยิ่งกับจักรยานที่เขาขี่ เมื่อมาเป็นผู้ผลิตเองเขาจึงตรวจสอบการผลิตอย่างกวดขันนับตั้งแต่ขั้นตอนการเชื่อมเฟรมไปจนถึงการทำสี ว่ากันว่าบางครั้ง EDDY MERCKX ถึงกับลงมาช่วยบรรจุหีบห่อและส่งจักรยานด้วยตัวเองเลยทีเดียว
11.FELT
http://www.feltracing.com
หลังจาก JIM FELT ผู้พัฒนาเฟรมมอเตอร์ไซค์ให้นักแข่งชั้นนำในวงการโมโตครอสหันมาทุ่มเทให้กับการผลิตเฟรมจักรยานได้ไม่นาน นักปั่นที่ใช้เฟรมของเขาลงแข่งก็คว้าชัยชนะระดับโลกทั้งในวงการ Cyclo-cross และไตรกีฬา นอกจากนี้ FELT ยังเป็นผู้พัฒนา Superlight Aluminum Tube สำหรับรถจักรยานถนนให้กับบริษัท EASTON ปัจจุบัน FELT คือผู้ผลิต SPORT BIKE แบบครบวงจรในยุโรป โมเดลที่ได้รับความนิยมไม่ได้มีเพียงรถไตรกีฬา แต่ยังรวมไปถึงรถสำหรับ Duathlon MTB และรถจักรยานถนน
12.FOCUS
http://www.focus-bikes.de
แบรนด์ไฮเอนด์จากเยอรมัน ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
มีการนำอดีตแชมป์เยอรมันมาร่วมทีมพัฒนาเพื่อใช้ประสบการณ์ของนักปั่นชั้นนำให้เป็นประโยชน์
รถจักรยานที่ผลิตมีทั้งจักรยานถนน MTB และ Cyclo-cross ทุกโมเดลแม้ว่าจะมีดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ก็มีทั้งคุณภาพและความแข็งแกร่งสมกับเป็นรถของผู้ผลิตจากเยอรมัน
13.FUJI
http://www.fujibikes.com
FUJI เป็นผู้ผลิตจักรยานของญี่ปุ่นซึ่งก่อตั้งบริษัทขึ้นเมื่อปี 1899 และได้เริ่มทำตลาดต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 72 ปัจจุบันย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่ฟิลลาเดลเฟียในอเมริกา ผลิตจักรยานออกจำหน่ายไปยัง 36 ประเทศทั่วโลก สินค้ามีหลากหลายทั้งประเภทและระดับราคา แม้ว่าจะจัดเป็นแบรนด์ที่เป็นเจ้าของได้ง่าย แต่ก็มีท็อปโมเดลอย่าง Roubaix LTD ซึ่ง Continental Teams ของอเมริกานำไปใช้
14.GARY FISHER
http://www.fisherbikes.com
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 70 GARY FISHER และเพื่อนๆของเขาได้นำเอาจักรยานมาดัดแปลงเพื่อใช้ขี่เล่นขึ้นลงเขาอยู่ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย แต่เนื่องจากจักรยานดัดแปลงเสียหายง่าย เขาจึงได้ทำ Mountain Bike แบบออริจินัลขึ้นมาเป็นครั้งแรก จึงกล่าวได้ว่า GARY FISHER นี่เองคือบิดาผู้ให้กำเนิด MTB ที่เรารู้จักกันอยู่ในทุกวันนี้ และปัจจุบันค่ายนี้ก็ยังคงมุ่งมั่นอยู่กับการผลิตจักรยานแบบ OFF ROAD โมเดลในปี 08 นอกจากMTB ขาประจำแล้วก็ยังมีจักรยานสำหรับเด็ก และ CITY BIKE สไตล์แปลกใหม่สำหรับคนชื่นชอบ MTB
15.GIANT
http://www.giant-bicycles.com
แบรนด์ของผู้ผลิตจักรยานยักษ์ใหญ่จากไต้หวัน ก่อตั้งในปี 72 เริ่มจากรับจ้างผลิตจักรยานแบบ OEM
ให้แบรนด์ดังๆทั้งในยุโรปและอเมริกา จนเริ่มมีผลิตภัณฑ์ออริจินัลเป็นของตัวเองในปี 81 มีสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่รถแข่งท็อปโมเดลไปจนถึงรถใช้งาน ความแข็งแกร่งของแบรนด์นี้อยู่ที่ Cost Performance ด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ใครๆก็สามารถเป็นเจ้าของเฟรมที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีระดับสูงและมีคุณภาพในระดับที่นักแข่งอาชีพพึงพอใจได้ นอกจากนี้ GIANT ยังเป็นผู้บุกเบิกการนำ Sloping Frame มาใช้ในรถจักรยานถนนจนเป็นที่นิยมเช่นในปัจจุบัน
16.GIOS
http://www.gios.it
จักรยานของอิตาลีอีกแบรนด์หนึ่ง ก่อตั้งขึ้นโดย Tolmino Gios เมื่อปี 1948 Gios เป็นนักกีฬาทีมชาติอิตาลีที่ลงแข่งโอลิมปิคเบอร์ลินเมื่ออายุ 17 ปี โลโก้ของแบรนด์นี้จึงมีสัญลักษณ์ห้าห่วงของโอลิมปิคอยู่ด้วย จุดเด่นของแบรนด์นี้นอกจากสีฟ้าสดใสประจำแบรนด์แล้ว ก็คือเฟรมคุณภาพสูงที่ผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถัน เริ่มเป็นสปอนเซอร์ให้ทีมอาชีพมาตั้งแต่ปี 73 และในปี 94 KELME ทีมจักรยานจากสเปนก็ได้นำจักรยานของแบรนด์นี้ไปคว้าชัยชนะในระดับสเตจได้จากตูร์ เดอ ฟรองซ์ รถจักรยานของแบรนด์นี้มีทั้งจักรยานถนน
MTB Cross bike รถจักรยานสำหรับเด็ก และ Minivelo
17.INTERMAX
http://www.intermax.co.jp
แบรนด์จักรยานถนนของอิมานากะ ไดสึเกะนักปั่นอาชีพชาวญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่เคยลงแข่งตูร์ เดอ ฟรองซ์ เน้นการใช้วัสดุและเทคโนโลยีชั้นนำเพื่อผลิตจักรยานแข่งสำหรับมืออาชีพ และใส่ใจกับทุกรายละเอียดเพื่อผลงานที่สมบูรณ์แบบ โดยมีแบรนด์ในเครือ Intermax sports อีกหนึ่งแบรนด์สำหรับการผลิตจักรยานเพื่อการออกกำลังกาย
18.JAMIS
http://www.jamisbikes.com
บริษัทแม่ก่อตั้งเมื่อปี 1937 เพื่อทำธุรกิจขายส่งจักรยานและชิ้นส่วนจากยุโรป และได้เติบโตมาเป็นผู้ผลิตจักรยาน เพื่อการกีฬาเช่นในปัจจุบัน ถือเป็นบริษัทครอบครัวที่เก่าแก่และจัดอยู่ในระดับใหญ่ที่สุดของอเมริกา ในปี 79 ได้ผลิตรถแบบ Cruiser ออกมาเป็นครั้งแรก และได้ก่อตั้งแบรนด์ JAMIS ขึ้นในปี 90
เพื่อผลิตจักรยานแบบ Beach Cruiser หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนมาผลิต MTB และจักรยานถนน โดยมี MTB เป็นสินค้าหลัก
19.KLEIN
http://www.kleinbikes.com
Gary Klein ซึ่งจบการศึกษาด้านการบินและอวกาศมาจาก MIT มหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้ก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นโดยนำ Know-how ที่ได้ร่ำเรียนมามาใช้ เขาใช้ aluminum alloy ซึ่งไม่ค่อยมีคนนำมาใช้ผลิตจักรยาน ในการผลิต Tube ขนาดใหญ่ให้มีน้ำหนักเบาและบาง ว่ากันว่าเสน่ห์ของแบรนด์นี้อยู่ที่การเชื่อมเฟรมและการทำสีที่ละเอียดสวยงาม เป็นการผสมผสานที่ลงตัวอย่างยิ่งของวิทยาศาตร์ เทคโนโลยีและการดีไซน์ จนถึงกับได้ชื่อว่า Handcrafted Science ปัจจุบันมีการผลิตจักรยานแบบคาร์บอนโมเดลด้วย
20.KUOTA
http://www.kuota.it
แบรนด์รถจักรยานถนนของอิตาลี ก่อตั้งเมื่อปี 01 มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบเฟรมอย่างชาญฉลาดด้วยวัสดุคาร์บอน ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวดูเผินๆอาจจะแค่แปลกตา แต่เบื้องหลังความงามคือเทคโนโลยีในการผลิตระดับสูงที่ให้คุณภาพเป็นที่น่าพอใจสำหรับนักแข่งอาชีพ แบรนด์นี้ได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรกในการแข่งไตรกีฬารุ่น Iron man ต่อมาได้ทำสัญญากับทีม AGRITUBEL ของฝรั่งเศสในปี 08 ปีนี้จึงได้ลงไปโลดแล่นอยู่ในตูร์ เดอ ฟรองซ์
21. LAPIERRE
http://www.cycles-lapierre.fr/lapierre
ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1946 ในเมือง Dijon ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสแหล่งผลิตไวน์บูร์โกญอันโด่งดัง ต่อมาได้เข้าร่วมกับ Koga miyata และ Batavusในเครือ Accel Group ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยในทศวรรษที่ 80 ทำการค้นคว้าและพัฒนา MTB เป็นหลัก เป็นผู้ผลิตจักรยานให้กับ Francaise des Jeux ทีมจักรยานถนนอาชีพของฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี 02 ในปี 08 ได้นำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้คำนวณหาค่าความหนาที่เหมาะสมที่สุดของชั้นคาร์บอนสำหรับรถแต่ละไซส์ เพื่อผลิตรถที่ดีที่สุดสำหรับการแข่ง
22.LEMOND
http://www.lemondbikes.com
แบรนด์จักรยานถนนของอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี 89 โดย Greg LeMond ซึ่งได้รับชัยชนะมาแล้ว 3 ครั้ง
ในตูร์ เดอ ฟรองซ์ จุดเด่นของแบรนด์นี้อยู่ที่ความเป็นแฮนด์เมด ความรู้ที่ลุ่มลึกเกี่ยวกับคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิด และความพิถีพิถันในการออกแบบ โดย Greg ใช้ประสบการณ์ของเขาเองในการวางแนวคิดของการออกแบบเฟรม ซึ่งการออกแบบในปี 08 มีการเปลี่ยนขนาดของ Tube ที่ใช้ในเฟรมแต่ละไซส์ด้วย
23.LITESPEED
http://www.litespeed.com
ผู้ผลิตเฟรมไททาเนียม มีฐานการผลิตอยู่ที่รัฐเทนเนสซีในอเมริกา ก่อตั้ง American Bicycle Group ขึ้นมาร่วมกับ Merlin ผู้ผลิตเฟรมไททาเนียมเช่นเดียวกัน และ Quintana ผู้ผลิตจักรยานไตรกีฬา ไททาเนียมเป็นสนิมยาก เบาและแข็งแรงจึงเหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตเฟรมจักรยาน แต่เพราะขึ้นรูปได้ยากจึงต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงในการผลิต ซึ่ง LITESPEED เองก็ได้ชื่อว่ามีเทคโนโลยีในการผลิตเฟรมไททาเนียมในระดับสูงสุดในโลก และเคยเป็นผู้ผลิตเฟรมไททาเนียมแบบ OEM ให้กับแบรนด์ดังมาแล้ว เฟรมซึ่งทำขึ้นแบบแฮนด์เมดทั้งหมดรับประกันตลอดอายุการใช้งาน
24.LOOK
http://www.lookcycle-usa.com
ผู้ผลิตรองเท้าสกีจากฝรั่งเศส ก้าวเข้าสู่วงการจักรยานเมื่อปี 1983 และในปีต่อมาก็ได้พัฒนา Clipless Pedal
ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการจักรยานขึ้นมา ในปี 86 ได้ทำการผลิตคาร์บอนเฟรมสำหรับรถแข่งขึ้นก่อนผู้ผลิตรายอื่น เฟรมของแบรนด์นี้เป็นที่ชื่นชอบของ Bernard Hinault แชมป์ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 5 สมัยและ Greg LeMond แชมป์ 3 สมัยเป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดกระแสของคาร์บอนเฟรมขึ้นในวงการแข่งจักรยานอาชีพ ปัจจุบันมีโรงงานที่สามารถผลิต Carbon Tube ได้เอง โดยทำการผลิตทั้งจักรยานถนน จักรยานแทร็คและไตรกีฬา
25. LOUIS GARNEAU
http://www.louisgarneau.com
แบรนด์ผู้ผลิตจักรยานและ Accessories ต่างๆ ก่อตั้งโดย LOUIS GARNEAU นักกีฬาจักรยานลู่ทีมชาติแคนาดาซึ่งลงแข่งโอลิมปิคลอสแองเจลิสเมื่อปี 1984 GARNEAU ซึ่งเคยเรียนดีไซน์ในโรงเรียนศิลปะได้เริ่มธุรกิจของเขาจากการผลิตชุดจักรยานที่ทำจากผ้ายืดตามแบบชุดของนักกีฬา Speed Skate จากนั้นจึงหันมาเป็นผู้ผลิตจักรยานและ Accessories ที่เกี่ยวข้องกับจักรยานทุกประเภท แบรนด์นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในด้านการดีไซน์
26. MERIDA
http://www2.merida-bikes.com
แบรนด์จากไต้หวัน ก่อตั้งเมื่อปี 1972 โดยรับเป็นผู้ผลิต OEM ให้จักรยานแบรนด์ต่างๆทั่วโลก
รวมทั้ง Bridgestone Cycle ของญี่ปุ่น เริ่มผลิตจักรยานส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกภายใต้แบรนด์ของตัวเองเมื่อปี 86 โรงงานของที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมเฟรมด้วยโรบ็อท การพ่นสีแบบ Electrostatic Coating ทั้งยังสามารถผลิตคาร์บอนไบค์โดยเริ่มตั้งแต่การผลิต Tube ด้วยตัวเอง ในด้านผลงาน Gunn Rita Dahle นักปั่น MTB สาวชาวนอร์เวย์ได้นำรถของ Merida ไปคว้าชัยชนะมาแล้วมากมายทั้งใน World Championship และโอลิมปิค รถของ Merida เด่นในเรื่องฟังก์ชันการทำงานระดับสูง ความนิ่งของตัวรถและราคาที่สมเหตุผล
27. OPERA
http://www.operabike.com
OPERA เริ่มแรกเป็นรถโมเดลหนึ่งของ PINARELLO ผู้ผลิตจักรยานอิตาลี แต่ได้แยกตัวออกมาเป็นแบรนด์ใหม่เมื่อปี 1997 โดย OPERA วางตำแหน่งของตัวเองไว้เป็นแบรนด์ระดับสูง ที่เน้นการนำวัสดุใหม่ๆ เช่น คาร์บอน หรือไททาเนียมมาผลิตเฟรมโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ แบรนด์นี้มีตั้งแต่รถแข่งที่ทีมดังๆใช้ในตูร์ เดอ ฟรองซ์ ไปจนถึง Luxury Bike ที่นิยมขี่เท่ห์กันอยู่ในมิลานและโตเกียว รถแบบ Urban ของ OPERA ออกแบบมาได้อย่างสวยงาม สมกับเป็นรถจากประเทศผู้นำแฟชั่นของโลก
28.PINARELLO
http://www.pinarello.com
Giovanni Pinarello อดีตนักปั่นอาชีพชาวอิตาลีก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นเมื่อปี 1953 เริ่มผลิตรถให้กับทีมอาชีพเมื่อปี 60 ในปี 88 Pedro Delgado ทีมแข่งจากสเปนได้นำรถของค่ายนี้ไปชนะที่ตูร์ เดอ ฟรองซ์เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นชัยชนะรวม 5 ครั้งของ Miguel Indurain จากสเปนและอีก 1 ครั้งโดย Jan Ullrich ก็ทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นขาประจำที่ไม่อาจขาดได้ในสนามแข่ง PINARELLO เป็นผู้บุกเบิกและสร้างมาตรฐานของรถคาร์บอนแบ็ค ปัจจุบันเป็นรถประจำทีม Caisse d'Epargne และได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักแข่งชั้นนำ
29. RIDLEY
http://www.ridley-bikes.com
ในปี 1990 Jochim Aerts จากเบลเยียมได้ก่อตั้งบริษัททำสีขึ้น เพื่อรับทำสีจักรยานให้กับแบรนด์ชั้นนำ
และได้เริ่มทำการผลิตเฟรมอลูมิเนียมจนผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตเฟรมในที่สุด ต่อมาได้เริ่มผลิตจักรยานให้Davitamon-Lotto ทีมอาชีพของเบลเยียม ในปี 07 Cadel Evans นักปั่นชาวออสเตรเลียซึ่งใช้รถของ RIDLEY เข้าช่วงชิงชัยชนะในตูร์ เดอ ฟรองซ์ได้อย่างน่าประทับใจ โดยในปีเดียวกันนั้น Evans ได้กลายเป็นนักปั่นอันดับหนึ่งของโลก พาให้ RIDLEY กลายเป็นแบรนด์แถวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการผลิตรถคาร์บอนโมเดลด้วย
30. RIESE & MULLER
http://www.riese-und-mueller.de
Marcus Reese และ Heiko Mueller ผู้ก่อตั้งแบรนด์รู้จักกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ DARMSTADT ในเยอรมัน ทั้งคู่สนใจการผลิตจักรยานโดยมีความคิดอยากให้ “จักรยานซึ่งเป็นยานพาหนะที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ขี่ได้ง่าย สนุก สบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น” ทั้งคู่จึงได้พัฒนาจักรยานพับขึ้นมาในปี 1995 หลักสำคัญในการออกแบบจักรยานพับคือเพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยแล้วจะต้องไม่มีการพับที่เฟรม ซึ่งนับเป็นจุดที่ยากที่สุดในการออกแบบ ปัจจุบันแบรนด์นี้ยังคงผลิตจักรยานพับในดีไซน์ต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่อง
31. SCOTT
http://scottusa.com
ในปี 1986 Ed Scott ชาวอเมริกัน ผู้ผลิตซึ่งเริ่มต้นธุรกิจมาจากการผลิตอุปกรณ์สกี ได้เริ่มผลิต MTB
โดยได้ไอเดียในการพัฒนาแฮนเดิลบาร์มาจากท่าของนักสกีดาวน์ฮิลล์ ในช่วงแรกมีเพียงนักไตรกีฬาที่ให้ความสนใจจักรยานของ SCOTT แต่ในปี 89 ในวันสุดท้ายของตูร์ เดอ ฟรองซ์ เมื่อ Greg LeMond ซึ่งใช้แฮนเดิลบาร์ของ SCOTT พลิกสถานการณ์จนกลายเป็นผู้ชนะ แฮนเดิลบาร์ของ SCOTT ก็กลายเป็นมาตรฐานของวงการนับแต่นั้นมา นับเป็นอีกหนึ่งผู้สร้างปรากฏการณ์ในวงการจักรยาน
32. SPECIALIZED
http://www.specialized.com
ก่อตั้งเมื่อปี 1974โดย Mike Sinyard อดีตนักแข่งจักรยานชาวอเมริกัน ในปี 81 ได้ทำการผลิต MTB
แบบอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรกในโลกในรุ่น“Stumpjumper” MTB ของค่ายนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่ 90 ซึ่งเป็นช่วงบูมของ MTB ต่อมาได้ผลิตรถให้กับทีมแข่งจักรยานถนนในยุโรป ทำให้ได้ก้าวเข้าไปมีบทบาทในการแข่งสำคัญๆ อาทิ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ MTB แบรนด์นี้เป็นรถคู่ใจของนักกีฬาทีมชาติญี่ปุ่นและนำชัยชนะมาให้ทีมมากมาย สินค้าในปัจจุบันนอกจากจักรยานประกอบสำเร็จแล้วก็ยังมีอะไหล่ หมวกกันน็อค รองเท้า ชุดจักรยาน และ Accessories อื่นๆอีกมากมาย
33. SURLY
http://www.surlybikes.com
ผู้ผลิตหน้าใหม่จากอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี 1998 โดยมีบริษัทแม่เป็นผู้ค้าส่งจักรยานรายใหญ่ SURLY แปลว่า “บึ้งตึง อารมณ์เสีย” จักรยานที่ผลิตไม่ได้เน้นการแข่งขัน แต่เน้นที่จักรยานเพื่อความสนุกสนานของนักปั่นทั่วไป จัดเป็นแบรนด์ที่ “มาแปลก” กว่าใครในแวดวงนับตั้งแต่ชื่อเลยทีเดียว ใช้วัสดุ chromium molybdenum steel ในการผลิต รถจักรยานของแบรนด์นี้จึงทนทานและมีลูกเล่นมากมายในการออกแบบ
เฟรมออกแบบให้เปลี่ยนอะไหล่ได้ตามความต้องการของผู้ใช้ด้วย เพื่อความสนุกสนานในอีกระดับหนึ่ง
34.TREK
http://www.trekbikes.com
ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 76 ที่รัฐวิสคอนซิน อเมริกา แลนซ์ อาร์มสตรองนำ TREK ไปคว้าชัยชนะในตูร์ เดอ ฟรองซ์มาได้ถึง 7 ครั้ง และในปี 07 Alberto Contador นักปั่นชาวสเปนก็พา TREK ไปคว้าชัยชนะมาได้อีก TREK พัฒนา OCLV Carbon ขึ้นในปี 92 OCLV ย่อมาจาก Optimum Compaction LowVoid หมายถึงวิธีพิเศษในการผลิตที่ใช้ลดปริมาณอากาศในคาร์บอนลงให้เหลือน้อยที่สุด ในปี 2000 เปิดตัวรถแบบ WSD ซึ่งเป็นโมเดลที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้หญิง ในปี 04 ได้มีการเปิดตัว MADONE ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ในเครือ รถทุกรุ่นที่ออกจำหน่ายในปี 08 เป็น Full Model Change
35. WILIER
http://www.wilier-usa.com
ผู้ผลิตจากตอนเหนือของอิตาลี ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นในปี 1906 ในปี 45 มีชื่อแบรนด์เต็มๆว่า WILIER TRIESTINA ในปี 48 Fiorenzo Magni นำจักรยานแบรนด์นี้ไปคว้าชัยชนะในการแข่ง Giro d'Italia
ในปี 49 และ 50 มีบทบาทอย่างมากในการแข่งตูร์ เดอ ฟรองซ์ แต่หลังจากนั้นต้องปิดโรงงานไประยะหนึ่ง
เพราะพ่ายแพ้ต่อความนิยมของสกู๊ตเตอร์ ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 69 เมื่อถูกซื้อแบรนด์ไป ต่อมาได้ผลิตรถให้ทีมอาชีพของอิตาลี จึงได้กลับสู่วงการแข่งอีกครั้งในฐานะแบรนด์ที่มือโปรชั้นนำให้ความไว้วางใจ
ผลิตแต่รถจักรยานถนนตั้งแต่ท็อปโมเดลไปจนถึงโมเดลสารพัดประโยชน์สำหรับนักปั่นทั่วไป เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่น่าจับตามอง
นำมาจากกระทู้ที่เคยโพสไว้ใน thaimtb ค่ะ
เรื่องของ “ยี่ห้อ” จะสำคัญหรือไม่ แต่ละคนก็คงมีมุมมองแตกต่างกันไป แต่เชื่อว่ามือใหม่ทุกคนคงจะเคยมีเวลาที่รู้สึกสงสัย ไอ้ชื่ออ่านไม่ออกทั้งหลายพวกนี้มันเป็นยังไงของมันกัน(วะ) จะซื้อกล้องหรือรถยนต์ ยี่ห้อดังๆก็ยังพอนับนิ้วมือได้ แต่ยี่ห้อจักรยานขอยืมมือชาวบ้านแล้วยังนับไม่ไหว อะไรมันจะเยอะปานนั้น แล้วตกลงยี่ห้อไหนมันดี มันดัง มันแหล่มยังไง ชาตินี้จะได้รู้รึเปล่า
พอดีไปเจอข้อมูลจากเว็บญี่ปุ่น ว่าด้วย “35 แบรนด์ยอดนิยมปี 08” ซึ่งทำขึ้นมาเพื่อให้มือใหม่ได้ศึกษาเป็นเบื้องต้น สำหรับการค้นหารถคันแรกของตัวเอง ก็เลยแอบเอามาฝากกันค่ะ ข้อมูลแปลโดยมือใหม่ ไม่สันทัดศัพท์จักรยาน มีอะไรผิดพลาดพลั้งไปรบกวนชี้แนะ และหวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับเพื่อนๆมือใหม่ด้วยกันนะคะ
ลำดับเรียงตามตัวอักษร ไม่เกี่ยวข้องกับอันดับความนิยมแต่อย่างใด ข้อมูลไม่เจาะลึก ว่ากันแค่พอรู้จักว่าไผเป็นไผ
1.ANCHOR
http://www.anchor-bikes.com
แบรนด์จักรยานแข่งของบริดจ์สโตนไซเคิล ผู้ผลิตจักรยานใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งในปี 90 ได้ผลิตเฟรม Neo-Cot ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้รูปร่างที่เหมาะสมที่สุดขึ้นมาเป็นครั้งแรก มีทีมแข่งเป็นของตัวเองจึงสามารถวิเคราะห์การใช้งานจริงได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จในการผลิตอุปกรณ์ชั้นเยี่ยมต่างๆ จักรยานที่ผลิตออกมาในปี 08 มีทั้ง Track Racer ที่ทีมชาติญี่ปุ่นใช้อยู่ จักรยานถนน Cross Country MTB และสปอร์ตโมเดลที่เหมาะสมกับการออกกำลังกาย รวมทั้งอะไหล่อื่นๆอีกมากมาย
2.BIANCHI
http://www.bianchi.com
ชื่อของแบรนด์เป็นภาษาอิตาลีแปลว่าท้องฟ้า มีกำเนิดมาจากร้านจักรยานซึ่ง Edoardo Bianchi เปิดขึ้นในมิลานเมื่อปี 1885 จนมามีทีมแข่งจักรยานถนนเป็นของตัวเองในปี 1940 Fausto Coppi ฮีโร่นักปั่นชาวอิตาลีเป็นผู้นำรถแบรนด์นี้ลงแข่งได้รับชัยชนะในการแข่งสำคัญๆมากมายจนทำให้แบรนด์โด่งดัง ปัจจุบัน BIANCHI เป็นผู้ผลิตจักรยานที่มีสินค้าหลากหลาย รถซิตี้ไบค์ของแบรนด์นี้มีดีไซน์ที่ทันสมัยและได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่น รวมถึงชุดจักรยานและ Accessories ต่างๆที่ทำออกมาในสีฟ้าซึ่งเป็นสีประจำแบรนด์
3.BLUE
http://www.rideblue.com
แบรนด์นี้มีฐานการผลิตอยู่ที่แอตแลนตาในอเมริกา เป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถแข่งตรงตามชื่อเต็มๆของบริษัทที่ชื่อ BLUE COMPETITION CYCLES ใช้อยู่ในการแข่งระดับโลกมากมาย ผลิตรถจักรยานแข่งโดยใช้เทคโนโลยีการขึ้นรูปคาร์บอนแบบเดียวกับรถ F1 สินค้าหลักคือจักรยานถนน มีทั้งแบบ Time Trial และ Cyclo-cross
4.BMC
http://www.bmc-racing.com
จักรยานแบรนด์สวิส ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1994 เป็นผู้พัฒนา Damping System สำหรับ MTB ที่แปลกใหม่และมีประสิทธิภาพ จนมีชื่อเสียงโด่งดังในสวิสในฐานะผู้นำการผลิตจักรยานแบบไฮบริด เริ่มก้าวไปมีชื่อเสียงในต่างประเทศเมื่อปี 01 หลังจากเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับ PHONAK ทีมจักรยานถนน ในการแข่งตูร์ เดอ ฟรองซ์ปี 06 และ 07 จักรยานแบรนด์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากในเรื่องโครงสร้างส่วนบนของ Seat Tube ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โมเดลปี 08 ซึ่งมีทั้งจักรยานถนน MTB และ Cyclo-cross ล้วนแต่ใช้ Tube คาร์บอนนาโนแบบใหม่ล่าสุดซึ่งพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
5.CANNONDALE
http://www.cannondale.com
แบรนด์จากอเมริกาที่มีกำเนิดมาจากสถานีรถไฟแห่งหนึ่งในรัฐคอนเนคติกัตเมื่อปี 1971 ความโดดเด่นอยู่ที่ Tube อลูมิเนียมขนาดใหญ่ทำให้ก้าวขึ้นสู่ความนิยมอย่างรวดเร็ว และเมื่อเสริม Function แบบจักรยานแข่งเข้าไปอีก ก็ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่นักแข่งดังๆทั้ง MTB และจักรยานถนน ปัจจุบันผลิตจักรยานออกมามากมายหลายรูปแบบ ทั้ง MTB จักรยานถนน โมเดลเฉพาะสุภาพสตรี
รถCity Use นอกจากนี้ชุดจักรยานซึ่งมีทั้งแบบชุดแข่งและชุดใส่ลำลองก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน
6.CERVELO
http://www.cervelo.com/
เปิดตัวในวงการแข่งเมื่อปี 1995 ด้วยรถ Time Trial ชื่อของแบรนด์มาจากคำว่า Cervello เป็นภาษาอิตาลีแปลว่า “สมอง” รวมกับคำว่า Velo ซึ่งแปลว่า "จักรยาน" ในภาษาฝรั่งเศส จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้มาจากการผลิตรถตามออเดอร์ให้นักจักรยานTime Trial ชั้นนำ เมื่อมาผลิตจักรยานออกขาย รถโมเดล Time Trial ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักไตรกีฬา หลังจากนั้นจึงมีการผลิตจักรยานสำหรับการแข่งจักรยานถนนตามปกติออกมา ลักษณะเด่นของแบรนด์คือฟอร์มของจักรยานที่ดูเพรียวลมราวลูกธนู มีบทบาทโดดเด่นอยู่ในตรู เดอ ฟรองซ์
7.COLNAGO
http://www.colnago.com
ก่อตั้งขึ้นที่เมือง Cambiago ชานเมืองมิลานโดย Ernesto Colnago ชาวอิตาลีเมื่อปี 1953 Ernesto เป็นช่างเทคนิคที่เคยทำงานให้ Eddy Merckx และได้ใช้ความกว้างขวางในวงการเป็นฐานในก้าวเข้าสู่วงการแข่งจักรยานถนน ผลงานของเขาเป็นที่ชื่นชอบของนักปั่นชั้นนำมากมาย อาทิ Giuseppe Saronni นักปั่นชาวอิตาลี และนักปั่นในทีม Mapei เฟรมของค่ายนี้มักจะใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าค่ายอื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Straight Fork หรือเฟรมคาร์บอน โมเดลหลักๆในปี 08 เป็นคาร์บอนโมเดลที่จัดเป็นโมเดลรถแข่งชั้นยอดของโลก
8.CORRATEC
http://www.corratec.com
ผู้ผลิตจักรยานจากเยอรมัน ถือกำเนิดขึ้นที่เชิงเทือกเขาแอลป์สทางตอนใต้ของเยอรมันในปี 1982
จักรยานของค่ายนี้ผลิตขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้ดีที่สุดในสภาพภูมิประเทศแบบหุบเขา จึงได้มีการค้นคว้าเพื่อให้จักรยานมีน้ำหนักเบาและอัตราทดดีที่สุด จนเกิดเป็นเทคโนโลยีเฉพาะตัว ต่อมาได้เริ่มผลิตรถจักรยานแข่งอย่างจริงจัง โดยได้รับความร่วมมือจาก Sannino ผู้ผลิตเฟรมชื่อดังของอิตาลี โมเดลปี 08 ล้วนแล้วแต่เป็นโมเดลที่ผลิตขึ้นจากวัสดุชั้นสุดยอด
9.DE ROSA
http://www.derosanews.com
แบรนด์จักรยานถนนซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย Ugo De Rosa ปรมาจารย์แห่งวงการจักรยานอิตาลีที่เมือง Cusano ชานเมืองมิลาน มีหัวใจสีแดงเป็นสัญลักษณ์ เฟรมที่ Ugo ผลิตได้รับความนิยมในหมู่นักแข่งชั้นนำ เช่น Eddy Merckx เป็นอย่างมาก การผลิตจักรยานของค่ายนี้ทำเองในโรงงานของครอบครัวที่มีลูกๆและตัว Ugo เป็นกำลังสำคัญ จึงได้ชื่อว่าเป็นเสมือนงานฝีมือของผู้เชี่ยวชาญ
10. EDDY MERCKX
http://www.eddymerckx.be
EDDY MERCKX ยอดนักปั่นชาวเบลเยียมแชมป์ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 5 สมัยและแชมป์ในการแข่งสำคัญๆอื่นๆอีกมากมาย เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นหลังออกจากวงการ สมัยเป็นนักแข่ง EDDY MERCKX เข้มงวดอย่างยิ่งกับจักรยานที่เขาขี่ เมื่อมาเป็นผู้ผลิตเองเขาจึงตรวจสอบการผลิตอย่างกวดขันนับตั้งแต่ขั้นตอนการเชื่อมเฟรมไปจนถึงการทำสี ว่ากันว่าบางครั้ง EDDY MERCKX ถึงกับลงมาช่วยบรรจุหีบห่อและส่งจักรยานด้วยตัวเองเลยทีเดียว
11.FELT
http://www.feltracing.com
หลังจาก JIM FELT ผู้พัฒนาเฟรมมอเตอร์ไซค์ให้นักแข่งชั้นนำในวงการโมโตครอสหันมาทุ่มเทให้กับการผลิตเฟรมจักรยานได้ไม่นาน นักปั่นที่ใช้เฟรมของเขาลงแข่งก็คว้าชัยชนะระดับโลกทั้งในวงการ Cyclo-cross และไตรกีฬา นอกจากนี้ FELT ยังเป็นผู้พัฒนา Superlight Aluminum Tube สำหรับรถจักรยานถนนให้กับบริษัท EASTON ปัจจุบัน FELT คือผู้ผลิต SPORT BIKE แบบครบวงจรในยุโรป โมเดลที่ได้รับความนิยมไม่ได้มีเพียงรถไตรกีฬา แต่ยังรวมไปถึงรถสำหรับ Duathlon MTB และรถจักรยานถนน
12.FOCUS
http://www.focus-bikes.de
แบรนด์ไฮเอนด์จากเยอรมัน ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
มีการนำอดีตแชมป์เยอรมันมาร่วมทีมพัฒนาเพื่อใช้ประสบการณ์ของนักปั่นชั้นนำให้เป็นประโยชน์
รถจักรยานที่ผลิตมีทั้งจักรยานถนน MTB และ Cyclo-cross ทุกโมเดลแม้ว่าจะมีดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ก็มีทั้งคุณภาพและความแข็งแกร่งสมกับเป็นรถของผู้ผลิตจากเยอรมัน
13.FUJI
http://www.fujibikes.com
FUJI เป็นผู้ผลิตจักรยานของญี่ปุ่นซึ่งก่อตั้งบริษัทขึ้นเมื่อปี 1899 และได้เริ่มทำตลาดต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 72 ปัจจุบันย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่ฟิลลาเดลเฟียในอเมริกา ผลิตจักรยานออกจำหน่ายไปยัง 36 ประเทศทั่วโลก สินค้ามีหลากหลายทั้งประเภทและระดับราคา แม้ว่าจะจัดเป็นแบรนด์ที่เป็นเจ้าของได้ง่าย แต่ก็มีท็อปโมเดลอย่าง Roubaix LTD ซึ่ง Continental Teams ของอเมริกานำไปใช้
14.GARY FISHER
http://www.fisherbikes.com
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 70 GARY FISHER และเพื่อนๆของเขาได้นำเอาจักรยานมาดัดแปลงเพื่อใช้ขี่เล่นขึ้นลงเขาอยู่ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย แต่เนื่องจากจักรยานดัดแปลงเสียหายง่าย เขาจึงได้ทำ Mountain Bike แบบออริจินัลขึ้นมาเป็นครั้งแรก จึงกล่าวได้ว่า GARY FISHER นี่เองคือบิดาผู้ให้กำเนิด MTB ที่เรารู้จักกันอยู่ในทุกวันนี้ และปัจจุบันค่ายนี้ก็ยังคงมุ่งมั่นอยู่กับการผลิตจักรยานแบบ OFF ROAD โมเดลในปี 08 นอกจากMTB ขาประจำแล้วก็ยังมีจักรยานสำหรับเด็ก และ CITY BIKE สไตล์แปลกใหม่สำหรับคนชื่นชอบ MTB
15.GIANT
http://www.giant-bicycles.com
แบรนด์ของผู้ผลิตจักรยานยักษ์ใหญ่จากไต้หวัน ก่อตั้งในปี 72 เริ่มจากรับจ้างผลิตจักรยานแบบ OEM
ให้แบรนด์ดังๆทั้งในยุโรปและอเมริกา จนเริ่มมีผลิตภัณฑ์ออริจินัลเป็นของตัวเองในปี 81 มีสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่รถแข่งท็อปโมเดลไปจนถึงรถใช้งาน ความแข็งแกร่งของแบรนด์นี้อยู่ที่ Cost Performance ด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ใครๆก็สามารถเป็นเจ้าของเฟรมที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีระดับสูงและมีคุณภาพในระดับที่นักแข่งอาชีพพึงพอใจได้ นอกจากนี้ GIANT ยังเป็นผู้บุกเบิกการนำ Sloping Frame มาใช้ในรถจักรยานถนนจนเป็นที่นิยมเช่นในปัจจุบัน
16.GIOS
http://www.gios.it
จักรยานของอิตาลีอีกแบรนด์หนึ่ง ก่อตั้งขึ้นโดย Tolmino Gios เมื่อปี 1948 Gios เป็นนักกีฬาทีมชาติอิตาลีที่ลงแข่งโอลิมปิคเบอร์ลินเมื่ออายุ 17 ปี โลโก้ของแบรนด์นี้จึงมีสัญลักษณ์ห้าห่วงของโอลิมปิคอยู่ด้วย จุดเด่นของแบรนด์นี้นอกจากสีฟ้าสดใสประจำแบรนด์แล้ว ก็คือเฟรมคุณภาพสูงที่ผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถัน เริ่มเป็นสปอนเซอร์ให้ทีมอาชีพมาตั้งแต่ปี 73 และในปี 94 KELME ทีมจักรยานจากสเปนก็ได้นำจักรยานของแบรนด์นี้ไปคว้าชัยชนะในระดับสเตจได้จากตูร์ เดอ ฟรองซ์ รถจักรยานของแบรนด์นี้มีทั้งจักรยานถนน
MTB Cross bike รถจักรยานสำหรับเด็ก และ Minivelo
17.INTERMAX
http://www.intermax.co.jp
แบรนด์จักรยานถนนของอิมานากะ ไดสึเกะนักปั่นอาชีพชาวญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่เคยลงแข่งตูร์ เดอ ฟรองซ์ เน้นการใช้วัสดุและเทคโนโลยีชั้นนำเพื่อผลิตจักรยานแข่งสำหรับมืออาชีพ และใส่ใจกับทุกรายละเอียดเพื่อผลงานที่สมบูรณ์แบบ โดยมีแบรนด์ในเครือ Intermax sports อีกหนึ่งแบรนด์สำหรับการผลิตจักรยานเพื่อการออกกำลังกาย
18.JAMIS
http://www.jamisbikes.com
บริษัทแม่ก่อตั้งเมื่อปี 1937 เพื่อทำธุรกิจขายส่งจักรยานและชิ้นส่วนจากยุโรป และได้เติบโตมาเป็นผู้ผลิตจักรยาน เพื่อการกีฬาเช่นในปัจจุบัน ถือเป็นบริษัทครอบครัวที่เก่าแก่และจัดอยู่ในระดับใหญ่ที่สุดของอเมริกา ในปี 79 ได้ผลิตรถแบบ Cruiser ออกมาเป็นครั้งแรก และได้ก่อตั้งแบรนด์ JAMIS ขึ้นในปี 90
เพื่อผลิตจักรยานแบบ Beach Cruiser หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนมาผลิต MTB และจักรยานถนน โดยมี MTB เป็นสินค้าหลัก
19.KLEIN
http://www.kleinbikes.com
Gary Klein ซึ่งจบการศึกษาด้านการบินและอวกาศมาจาก MIT มหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้ก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นโดยนำ Know-how ที่ได้ร่ำเรียนมามาใช้ เขาใช้ aluminum alloy ซึ่งไม่ค่อยมีคนนำมาใช้ผลิตจักรยาน ในการผลิต Tube ขนาดใหญ่ให้มีน้ำหนักเบาและบาง ว่ากันว่าเสน่ห์ของแบรนด์นี้อยู่ที่การเชื่อมเฟรมและการทำสีที่ละเอียดสวยงาม เป็นการผสมผสานที่ลงตัวอย่างยิ่งของวิทยาศาตร์ เทคโนโลยีและการดีไซน์ จนถึงกับได้ชื่อว่า Handcrafted Science ปัจจุบันมีการผลิตจักรยานแบบคาร์บอนโมเดลด้วย
20.KUOTA
http://www.kuota.it
แบรนด์รถจักรยานถนนของอิตาลี ก่อตั้งเมื่อปี 01 มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบเฟรมอย่างชาญฉลาดด้วยวัสดุคาร์บอน ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวดูเผินๆอาจจะแค่แปลกตา แต่เบื้องหลังความงามคือเทคโนโลยีในการผลิตระดับสูงที่ให้คุณภาพเป็นที่น่าพอใจสำหรับนักแข่งอาชีพ แบรนด์นี้ได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรกในการแข่งไตรกีฬารุ่น Iron man ต่อมาได้ทำสัญญากับทีม AGRITUBEL ของฝรั่งเศสในปี 08 ปีนี้จึงได้ลงไปโลดแล่นอยู่ในตูร์ เดอ ฟรองซ์
21. LAPIERRE
http://www.cycles-lapierre.fr/lapierre
ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1946 ในเมือง Dijon ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสแหล่งผลิตไวน์บูร์โกญอันโด่งดัง ต่อมาได้เข้าร่วมกับ Koga miyata และ Batavusในเครือ Accel Group ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยในทศวรรษที่ 80 ทำการค้นคว้าและพัฒนา MTB เป็นหลัก เป็นผู้ผลิตจักรยานให้กับ Francaise des Jeux ทีมจักรยานถนนอาชีพของฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี 02 ในปี 08 ได้นำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้คำนวณหาค่าความหนาที่เหมาะสมที่สุดของชั้นคาร์บอนสำหรับรถแต่ละไซส์ เพื่อผลิตรถที่ดีที่สุดสำหรับการแข่ง
22.LEMOND
http://www.lemondbikes.com
แบรนด์จักรยานถนนของอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี 89 โดย Greg LeMond ซึ่งได้รับชัยชนะมาแล้ว 3 ครั้ง
ในตูร์ เดอ ฟรองซ์ จุดเด่นของแบรนด์นี้อยู่ที่ความเป็นแฮนด์เมด ความรู้ที่ลุ่มลึกเกี่ยวกับคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิด และความพิถีพิถันในการออกแบบ โดย Greg ใช้ประสบการณ์ของเขาเองในการวางแนวคิดของการออกแบบเฟรม ซึ่งการออกแบบในปี 08 มีการเปลี่ยนขนาดของ Tube ที่ใช้ในเฟรมแต่ละไซส์ด้วย
23.LITESPEED
http://www.litespeed.com
ผู้ผลิตเฟรมไททาเนียม มีฐานการผลิตอยู่ที่รัฐเทนเนสซีในอเมริกา ก่อตั้ง American Bicycle Group ขึ้นมาร่วมกับ Merlin ผู้ผลิตเฟรมไททาเนียมเช่นเดียวกัน และ Quintana ผู้ผลิตจักรยานไตรกีฬา ไททาเนียมเป็นสนิมยาก เบาและแข็งแรงจึงเหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตเฟรมจักรยาน แต่เพราะขึ้นรูปได้ยากจึงต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงในการผลิต ซึ่ง LITESPEED เองก็ได้ชื่อว่ามีเทคโนโลยีในการผลิตเฟรมไททาเนียมในระดับสูงสุดในโลก และเคยเป็นผู้ผลิตเฟรมไททาเนียมแบบ OEM ให้กับแบรนด์ดังมาแล้ว เฟรมซึ่งทำขึ้นแบบแฮนด์เมดทั้งหมดรับประกันตลอดอายุการใช้งาน
24.LOOK
http://www.lookcycle-usa.com
ผู้ผลิตรองเท้าสกีจากฝรั่งเศส ก้าวเข้าสู่วงการจักรยานเมื่อปี 1983 และในปีต่อมาก็ได้พัฒนา Clipless Pedal
ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการจักรยานขึ้นมา ในปี 86 ได้ทำการผลิตคาร์บอนเฟรมสำหรับรถแข่งขึ้นก่อนผู้ผลิตรายอื่น เฟรมของแบรนด์นี้เป็นที่ชื่นชอบของ Bernard Hinault แชมป์ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 5 สมัยและ Greg LeMond แชมป์ 3 สมัยเป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดกระแสของคาร์บอนเฟรมขึ้นในวงการแข่งจักรยานอาชีพ ปัจจุบันมีโรงงานที่สามารถผลิต Carbon Tube ได้เอง โดยทำการผลิตทั้งจักรยานถนน จักรยานแทร็คและไตรกีฬา
25. LOUIS GARNEAU
http://www.louisgarneau.com
แบรนด์ผู้ผลิตจักรยานและ Accessories ต่างๆ ก่อตั้งโดย LOUIS GARNEAU นักกีฬาจักรยานลู่ทีมชาติแคนาดาซึ่งลงแข่งโอลิมปิคลอสแองเจลิสเมื่อปี 1984 GARNEAU ซึ่งเคยเรียนดีไซน์ในโรงเรียนศิลปะได้เริ่มธุรกิจของเขาจากการผลิตชุดจักรยานที่ทำจากผ้ายืดตามแบบชุดของนักกีฬา Speed Skate จากนั้นจึงหันมาเป็นผู้ผลิตจักรยานและ Accessories ที่เกี่ยวข้องกับจักรยานทุกประเภท แบรนด์นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในด้านการดีไซน์
26. MERIDA
http://www2.merida-bikes.com
แบรนด์จากไต้หวัน ก่อตั้งเมื่อปี 1972 โดยรับเป็นผู้ผลิต OEM ให้จักรยานแบรนด์ต่างๆทั่วโลก
รวมทั้ง Bridgestone Cycle ของญี่ปุ่น เริ่มผลิตจักรยานส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกภายใต้แบรนด์ของตัวเองเมื่อปี 86 โรงงานของที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมเฟรมด้วยโรบ็อท การพ่นสีแบบ Electrostatic Coating ทั้งยังสามารถผลิตคาร์บอนไบค์โดยเริ่มตั้งแต่การผลิต Tube ด้วยตัวเอง ในด้านผลงาน Gunn Rita Dahle นักปั่น MTB สาวชาวนอร์เวย์ได้นำรถของ Merida ไปคว้าชัยชนะมาแล้วมากมายทั้งใน World Championship และโอลิมปิค รถของ Merida เด่นในเรื่องฟังก์ชันการทำงานระดับสูง ความนิ่งของตัวรถและราคาที่สมเหตุผล
27. OPERA
http://www.operabike.com
OPERA เริ่มแรกเป็นรถโมเดลหนึ่งของ PINARELLO ผู้ผลิตจักรยานอิตาลี แต่ได้แยกตัวออกมาเป็นแบรนด์ใหม่เมื่อปี 1997 โดย OPERA วางตำแหน่งของตัวเองไว้เป็นแบรนด์ระดับสูง ที่เน้นการนำวัสดุใหม่ๆ เช่น คาร์บอน หรือไททาเนียมมาผลิตเฟรมโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ แบรนด์นี้มีตั้งแต่รถแข่งที่ทีมดังๆใช้ในตูร์ เดอ ฟรองซ์ ไปจนถึง Luxury Bike ที่นิยมขี่เท่ห์กันอยู่ในมิลานและโตเกียว รถแบบ Urban ของ OPERA ออกแบบมาได้อย่างสวยงาม สมกับเป็นรถจากประเทศผู้นำแฟชั่นของโลก
28.PINARELLO
http://www.pinarello.com
Giovanni Pinarello อดีตนักปั่นอาชีพชาวอิตาลีก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นเมื่อปี 1953 เริ่มผลิตรถให้กับทีมอาชีพเมื่อปี 60 ในปี 88 Pedro Delgado ทีมแข่งจากสเปนได้นำรถของค่ายนี้ไปชนะที่ตูร์ เดอ ฟรองซ์เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นชัยชนะรวม 5 ครั้งของ Miguel Indurain จากสเปนและอีก 1 ครั้งโดย Jan Ullrich ก็ทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นขาประจำที่ไม่อาจขาดได้ในสนามแข่ง PINARELLO เป็นผู้บุกเบิกและสร้างมาตรฐานของรถคาร์บอนแบ็ค ปัจจุบันเป็นรถประจำทีม Caisse d'Epargne และได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักแข่งชั้นนำ
29. RIDLEY
http://www.ridley-bikes.com
ในปี 1990 Jochim Aerts จากเบลเยียมได้ก่อตั้งบริษัททำสีขึ้น เพื่อรับทำสีจักรยานให้กับแบรนด์ชั้นนำ
และได้เริ่มทำการผลิตเฟรมอลูมิเนียมจนผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตเฟรมในที่สุด ต่อมาได้เริ่มผลิตจักรยานให้Davitamon-Lotto ทีมอาชีพของเบลเยียม ในปี 07 Cadel Evans นักปั่นชาวออสเตรเลียซึ่งใช้รถของ RIDLEY เข้าช่วงชิงชัยชนะในตูร์ เดอ ฟรองซ์ได้อย่างน่าประทับใจ โดยในปีเดียวกันนั้น Evans ได้กลายเป็นนักปั่นอันดับหนึ่งของโลก พาให้ RIDLEY กลายเป็นแบรนด์แถวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการผลิตรถคาร์บอนโมเดลด้วย
30. RIESE & MULLER
http://www.riese-und-mueller.de
Marcus Reese และ Heiko Mueller ผู้ก่อตั้งแบรนด์รู้จักกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ DARMSTADT ในเยอรมัน ทั้งคู่สนใจการผลิตจักรยานโดยมีความคิดอยากให้ “จักรยานซึ่งเป็นยานพาหนะที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ขี่ได้ง่าย สนุก สบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น” ทั้งคู่จึงได้พัฒนาจักรยานพับขึ้นมาในปี 1995 หลักสำคัญในการออกแบบจักรยานพับคือเพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยแล้วจะต้องไม่มีการพับที่เฟรม ซึ่งนับเป็นจุดที่ยากที่สุดในการออกแบบ ปัจจุบันแบรนด์นี้ยังคงผลิตจักรยานพับในดีไซน์ต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่อง
31. SCOTT
http://scottusa.com
ในปี 1986 Ed Scott ชาวอเมริกัน ผู้ผลิตซึ่งเริ่มต้นธุรกิจมาจากการผลิตอุปกรณ์สกี ได้เริ่มผลิต MTB
โดยได้ไอเดียในการพัฒนาแฮนเดิลบาร์มาจากท่าของนักสกีดาวน์ฮิลล์ ในช่วงแรกมีเพียงนักไตรกีฬาที่ให้ความสนใจจักรยานของ SCOTT แต่ในปี 89 ในวันสุดท้ายของตูร์ เดอ ฟรองซ์ เมื่อ Greg LeMond ซึ่งใช้แฮนเดิลบาร์ของ SCOTT พลิกสถานการณ์จนกลายเป็นผู้ชนะ แฮนเดิลบาร์ของ SCOTT ก็กลายเป็นมาตรฐานของวงการนับแต่นั้นมา นับเป็นอีกหนึ่งผู้สร้างปรากฏการณ์ในวงการจักรยาน
32. SPECIALIZED
http://www.specialized.com
ก่อตั้งเมื่อปี 1974โดย Mike Sinyard อดีตนักแข่งจักรยานชาวอเมริกัน ในปี 81 ได้ทำการผลิต MTB
แบบอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรกในโลกในรุ่น“Stumpjumper” MTB ของค่ายนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่ 90 ซึ่งเป็นช่วงบูมของ MTB ต่อมาได้ผลิตรถให้กับทีมแข่งจักรยานถนนในยุโรป ทำให้ได้ก้าวเข้าไปมีบทบาทในการแข่งสำคัญๆ อาทิ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ MTB แบรนด์นี้เป็นรถคู่ใจของนักกีฬาทีมชาติญี่ปุ่นและนำชัยชนะมาให้ทีมมากมาย สินค้าในปัจจุบันนอกจากจักรยานประกอบสำเร็จแล้วก็ยังมีอะไหล่ หมวกกันน็อค รองเท้า ชุดจักรยาน และ Accessories อื่นๆอีกมากมาย
33. SURLY
http://www.surlybikes.com
ผู้ผลิตหน้าใหม่จากอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี 1998 โดยมีบริษัทแม่เป็นผู้ค้าส่งจักรยานรายใหญ่ SURLY แปลว่า “บึ้งตึง อารมณ์เสีย” จักรยานที่ผลิตไม่ได้เน้นการแข่งขัน แต่เน้นที่จักรยานเพื่อความสนุกสนานของนักปั่นทั่วไป จัดเป็นแบรนด์ที่ “มาแปลก” กว่าใครในแวดวงนับตั้งแต่ชื่อเลยทีเดียว ใช้วัสดุ chromium molybdenum steel ในการผลิต รถจักรยานของแบรนด์นี้จึงทนทานและมีลูกเล่นมากมายในการออกแบบ
เฟรมออกแบบให้เปลี่ยนอะไหล่ได้ตามความต้องการของผู้ใช้ด้วย เพื่อความสนุกสนานในอีกระดับหนึ่ง
34.TREK
http://www.trekbikes.com
ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 76 ที่รัฐวิสคอนซิน อเมริกา แลนซ์ อาร์มสตรองนำ TREK ไปคว้าชัยชนะในตูร์ เดอ ฟรองซ์มาได้ถึง 7 ครั้ง และในปี 07 Alberto Contador นักปั่นชาวสเปนก็พา TREK ไปคว้าชัยชนะมาได้อีก TREK พัฒนา OCLV Carbon ขึ้นในปี 92 OCLV ย่อมาจาก Optimum Compaction LowVoid หมายถึงวิธีพิเศษในการผลิตที่ใช้ลดปริมาณอากาศในคาร์บอนลงให้เหลือน้อยที่สุด ในปี 2000 เปิดตัวรถแบบ WSD ซึ่งเป็นโมเดลที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้หญิง ในปี 04 ได้มีการเปิดตัว MADONE ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ในเครือ รถทุกรุ่นที่ออกจำหน่ายในปี 08 เป็น Full Model Change
35. WILIER
http://www.wilier-usa.com
ผู้ผลิตจากตอนเหนือของอิตาลี ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นในปี 1906 ในปี 45 มีชื่อแบรนด์เต็มๆว่า WILIER TRIESTINA ในปี 48 Fiorenzo Magni นำจักรยานแบรนด์นี้ไปคว้าชัยชนะในการแข่ง Giro d'Italia
ในปี 49 และ 50 มีบทบาทอย่างมากในการแข่งตูร์ เดอ ฟรองซ์ แต่หลังจากนั้นต้องปิดโรงงานไประยะหนึ่ง
เพราะพ่ายแพ้ต่อความนิยมของสกู๊ตเตอร์ ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 69 เมื่อถูกซื้อแบรนด์ไป ต่อมาได้ผลิตรถให้ทีมอาชีพของอิตาลี จึงได้กลับสู่วงการแข่งอีกครั้งในฐานะแบรนด์ที่มือโปรชั้นนำให้ความไว้วางใจ
ผลิตแต่รถจักรยานถนนตั้งแต่ท็อปโมเดลไปจนถึงโมเดลสารพัดประโยชน์สำหรับนักปั่นทั่วไป เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่น่าจับตามอง
นำมาจากกระทู้ที่เคยโพสไว้ใน thaimtb ค่ะ
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553
การ Reset ตลับหมึก HP 60#61
เครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ที่ใช้ตลับ#60 ล่าสุดเห็นทั้ง Printer และ All in one รุ่นใหม่ที่ใช้ตลับ 60 ออกมาหลายรุ่นราคาถูก
จะไม่มีเฟืองจิกกระดาษด้านหน้า ไม่สามารถพิมพ์ไร้ขอบหรือเต็มหน้าได้
จะเห็นกงล้อสีเงินเล็ก ๆ มีไว้จิกกระดาษสำหรับรุ่นที่พิมพ์ไร้ขอบได้
จากคู่มือการใช้งานเครื่องพิมพ์ที่ใช้ตลับรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องตัดไฟก่อนถอดตลับ
เครื่องรุ่นใหม่หลังจากเติมหมึกอาจจะขึ้นไม่รับตลับหมึก
ไฟตรงเครื่องหมายตกใจ “!” จะกระพริบให้กดปุ่ม Power (หรือปุ่มon/offนั่นล่ะ) ค้างไว้อย่าปล่อย แล้วกดปุ่ม Cancel
ตามเสร็จแล้วปล่อยปุ่มทั้ง 2 พร้อมกัน เครื่องจะพิมพ์หน้า Diagnostic ออกมา
ไฟกระพริบตรงปุ่มเครื่องหมายตกใจ “!” ก็จะหายไป หรือหยุดกระพริบ เหลือแต่ไฟกระพริบเตือนหมึกสีหรือดำใกล้หมด (ซึ่งไม่ต้องไปสนใจ ปล่อยให้กระพริบไป)
เสร็จแล้วเครื่องก็จะสามารถใช้ตลับที่เติมหมึกได้
บางครั้งเครื่องอาจจะพิมพ์หน้า Align (จัดหัวพิมพ์) ออกมาอีก 1 แผ่น
ถ้าหากตลับหมึกนั้นไม่ใช่ตลับที่ใส่อยู่ก่อนหน้านี้
ให้เอาหน้า Align คว่ำลงบนกระจก แล้วกดปุ่ม Scan 1 ครั้งก็จะสามารถใช้งานได้เหมือนปกติ
สำหรับเครื่องรุ่น D1660 ซึ่งเป็นเครื่องราคาถูกที่สุดของค่าย HP จะไม่มีปุ่ม Cancel มีเพียงปุ่ม On แค่ปุ่มเดียว
เมื่อเครื่องขึ้นไฟกระพริบที่ปุ่ม On ไม่รับตลับหมึกให้กดปุ่ม On ค้างไว้อย่าปล่อย
แล้วเปิดปิดฝาขึ้นลง 1 ครั้ง เครื่องก็จะพิมพ์หน้า Diagnostic ออกมา และสามารถใช้งานตลับเติมหมึกได้
จะไม่มีเฟืองจิกกระดาษด้านหน้า ไม่สามารถพิมพ์ไร้ขอบหรือเต็มหน้าได้
จะเห็นกงล้อสีเงินเล็ก ๆ มีไว้จิกกระดาษสำหรับรุ่นที่พิมพ์ไร้ขอบได้
จากคู่มือการใช้งานเครื่องพิมพ์ที่ใช้ตลับรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องตัดไฟก่อนถอดตลับ
เครื่องรุ่นใหม่หลังจากเติมหมึกอาจจะขึ้นไม่รับตลับหมึก
ไฟตรงเครื่องหมายตกใจ “!” จะกระพริบให้กดปุ่ม Power (หรือปุ่มon/offนั่นล่ะ) ค้างไว้อย่าปล่อย แล้วกดปุ่ม Cancel
ตามเสร็จแล้วปล่อยปุ่มทั้ง 2 พร้อมกัน เครื่องจะพิมพ์หน้า Diagnostic ออกมา
ไฟกระพริบตรงปุ่มเครื่องหมายตกใจ “!” ก็จะหายไป หรือหยุดกระพริบ เหลือแต่ไฟกระพริบเตือนหมึกสีหรือดำใกล้หมด (ซึ่งไม่ต้องไปสนใจ ปล่อยให้กระพริบไป)
เสร็จแล้วเครื่องก็จะสามารถใช้ตลับที่เติมหมึกได้
บางครั้งเครื่องอาจจะพิมพ์หน้า Align (จัดหัวพิมพ์) ออกมาอีก 1 แผ่น
ถ้าหากตลับหมึกนั้นไม่ใช่ตลับที่ใส่อยู่ก่อนหน้านี้
ให้เอาหน้า Align คว่ำลงบนกระจก แล้วกดปุ่ม Scan 1 ครั้งก็จะสามารถใช้งานได้เหมือนปกติ
สำหรับเครื่องรุ่น D1660 ซึ่งเป็นเครื่องราคาถูกที่สุดของค่าย HP จะไม่มีปุ่ม Cancel มีเพียงปุ่ม On แค่ปุ่มเดียว
เมื่อเครื่องขึ้นไฟกระพริบที่ปุ่ม On ไม่รับตลับหมึกให้กดปุ่ม On ค้างไว้อย่าปล่อย
แล้วเปิดปิดฝาขึ้นลง 1 ครั้ง เครื่องก็จะพิมพ์หน้า Diagnostic ออกมา และสามารถใช้งานตลับเติมหมึกได้
วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)